Facebook เริ่มกระทบหนัก แคมเปญต้าน Hate Speech เตรียมขยายไปสื่อโฆษณายุโรปแล้ว

สื่อโฆษณาตอบรับแคมเปญต้านการใช้ hate speech ต่อเนื่อง ถือว่ามาถูกทางแล้วสำหรับ “Stop Hate for Profit” ที่จุดกระแสติดได้มากพอสมควร เพราะหลายแบรนด์ หลากองค์กรธุรกิจให้ความสนใจร่วมระงับโฆษณาบนแพลตฟอร์ม Facebook, Instagram รวมถึงโซเชียลมีเดียรายอื่นๆ ด้วย

WASHINGTON, DC – APRIL 10: Facebook co-founder, Chairman and CEO Mark Zuckerberg testifies before a combined Senate Judiciary and Commerce committee hearing in the Hart Senate Office Building on Capitol Hill April 10, 2018 in Washington, DC. Zuckerberg, 33, was called to testify after it was reported that 87 million Facebook users had their personal information harvested by Cambridge Analytica, a British political consulting firm linked to the Trump campaign. (Photo by Alex Wong/Getty Images)

#StopHateforProfit เตรียมเดินหน้าแบน Facebook ในสื่อโฆษณายุโรป

ล่าสุด แคมเปญ “Stop Hate for Profit” เตรียมขยายเครือข่ายแบน Facebook ด้วยการเริ่มเรียกร้องให้บริษัทในยุโรปหันมาร่วมมือให้การสนับสนุนเพื่อ boycott แล้ว โดย Jim Steyer ซึ่งเป็นทั้ง CEO และผู้ก่อตั้ง Common Sense Media ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า นับตั้งแต่ปล่อยแคมเปญให้คนหันมาบอยคอตต์ Facebook ตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา ตอนนี้มีกว่า 160 บริษัทแล้วที่ร่วมรณรงค์ด้วย

ขณะที่ Wall Street Journal รายงานว่า จำนวนบริษัทที่ร่วมแบน Facebook ในปัจจุบันพุ่งไปกว่า 240 บริษัทแล้วที่ร่วมแคมเปญ #StopHateForProfit เรื่องนี้ Steyer ระบุว่า ด่านต่อไปก็คือพื้นที่ยุโรป ที่จะทำให้จุดยืนด้านนี้แข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เพิ่งจะออกกฎใหม่สำหรับบริษัทด้านเทคโนโลยีทั้งหลาย ซึ่งก็รวมถึง Facebook ด้วย

กฎที่ว่าก็คือ ​Code of Conduct ที่บริษัทไอทีหรือบริษัทด้านเทคโนโลยีทั้งหลายจะต้องยื่นรายงานประจำเดือนให้คณะกรรมาธิการยุโรปทุกเดือน เพื่อชี้แจงว่าข่าวสารที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์มมีการจัดการข้อความที่มี hate speech อย่างไร

ยิ่งเมินเฉยต่อการแก้ปัญหา ยิ่งกระทบรายได้โฆษณา

Facebook พยายามรับมือแคมเปญ #StopHateforProfit หลังจากสงวนท่าทีอยู่นาน ด้วยการจัดทีมทำงานที่มีทั้งกลุ่มสิทธิพลเมืองและผู้เชี่ยวชาญขึ้นมา เพื่อพัฒนาเครื่องมือที่จะต่อสู้กับ hate speech โดย Mark Zuckerberg ระบุว่าได้ลงทุนเทคโนโลยี AI เพื่อที่จะค้นหาและตรวจจับ hate speech ได้มากเกือบ 90% ก่อนที่ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มจะกด report เนื้อหาอีก

ผลกระทบต่อรายได้ของ Facebook นี้ Rich Greenfield นักวิเคราะห์ด้านสื่อและเทคโนโลยีจาก LightShed Partners ซึ่งเป็นบริษัทด้านวิจัยเทคโนโลยีและสื่อ พูดถึงประเด็นนี้ว่า เฉพาะแค่ Unilever เจ้าเดียว น่าจะจ่ายเงินไปกับ Facebook มากถึง 200-250 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (7.74 พันล้านบาท) 10% อาจจะจ่ายเฉพาะในสหรัฐอเมริกา อีก 90% ใช้จ่ายในต่างประเทศ

ดังนั้น ที่ Unilever ระบุว่า จะระงับโฆษณาที่เหลืออีกครึ่งปีตลอดจนสิ้นปีนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 11.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.4 พันล้านบาทที่จะหายไปจากค่าโฆษณาทั้งหมดใน Facebook ของทุกสื่อรวมกันราว 7.7 หมื่นล้านเหรียญสรัฐ (2.3 ล้านล้านบาท)

จุดยืน Twitter ชัดเจน: ไม่เอาความรุนแรง ไม่เลือกปฏิบัติ

ท่าทีหรือจุดยืนของ Facebook ต่อเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ทำให้หลายฝ่ายข้องใจไม่ต่างกันคือ ถ้าเนื้อหาข้อความใดที่เป็นการสร้างความเกลียดชังและนำไปสู่การสร้างความรุนแรงได้ ก็ควรถูกแบน ข้อความจากนักการเมืองก็ไม่ควรได้รับการยกเว้นเช่นกัน

สำหรับ Twitter สามารถรับมือได้ทันที แต่ Facebook กลับวางเฉยต่อข้อความดังกล่าวและมองว่าตัวเองพยายามแสดงความเป็นกลางอยู่ (คลิกที่นี่ ดูข้อความที่โดนัลด์ ทรัมป์ทวีตสนับสนุนความรุนแรง)

ขณะที่ Mark Zuckerberg เพิกเฉยต่อการสร้างความรุนแรงผ่าน hate speech บนแพลตฟอร์มตัวเอง แต่ Twitter ไม่ทำเช่นนั้น เนื่องจากออกนโยบายชัดเจนและลงมือจัดการกับปัญหาจริงจังโดยไม่เลือกปฏิบัติว่าข้อความดังกล่าวที่อาจนำไปสู่การสร้างความรุนแรงในสังคมจะเป็นข้อความของใครก็ตาม

ท่าทีของ Mark Zuckerberg กับความพยายามแสดงความเป็นกลางทางการเมือง แท้จริงแล้วกำลังปล่อยให้ Facebook กลายเป็นแพลตฟอร์มที่กระจาย Fake news และ hate speech อย่างมหาศาล

แบรนด์ใหญ่เดินหน้าแบนโฆษณาบน Facebook: มีประสิทธิภาพ ทรงพลัง

การเริ่มแคมเปญ #StopHateforProfit ในระยะแรกถือว่ากระแสค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากแบรนด์ใหญ่หลากหลายแบรนด์ยังไม่แสดงจุดยืนร่วมต้านการใช้ hate speech ยังไม่ร่วมต้านการเหยียดสีผิวบนแพลตฟอร์ม Facebook หรือ Instagram หรือพื้นที่ Social Media อื่นๆ ชัดเจนนัก

หลังจากที่เริ่มประกาศจุดยืนร่วมแคมเปญแบนจริงจัง แน่นอนว่า โลกต้องหันมามอง เพราะเป็นแบรนด์ใหญ่ แบรนด์ดัง ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมรู้จัก ขณะเดียวกัน Mark Zuckerberg ก็ต้องหันมาทบทวนนโยบายตัวเอง เนื่องจากเป็นฐานรายได้แหล่งใหญ่ของตัวเองเช่นกัน

WASHINGTON, DC – APRIL 11: Facebook co-founder, Chairman and CEO Mark Zuckerberg smiles at the conclusion of his testimony before the House Energy and Commerce Committee in the Rayburn House Office Building on Capitol Hill April 11, 2018 in Washington, DC. This is the second day of testimony before Congress by Zuckerberg, 33, after it was reported that 87 million Facebook users had their personal information harvested by Cambridge Analytica, a British political consulting firm linked to the Trump campaign. (Photo by Chip Somodevilla/Getty Images)

อย่าลืมว่าการใช้สื่อโฆษณาบนแพลตฟอร์ม Facebook นั้น เรียกได้ว่าค่อนข้างขูดรีดคนใช้บริการหรือลูกค้าที่เป็นผู้ต้องการใช้แพลตฟอร์มเพื่อโฆษณา เป็นพื้นที่ซึ่งมีฐานลูกค้าสูงมากถึง 2.9 พันล้านคน ขณะที่องค์กรธุรกิจที่ใช้บริการมีมากถึง 140 ล้านองค์กร

การเริ่มหันมาแบน Facebook ในอีกทางหนึ่งช่วยทำให้สังคมไม่ส่งเสริมการใช้ hate speech ที่นำไปสู่การสร้างความรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาที่ผู้ใช้บริการถูกขูดรีดมานานแสนนาน ส่วน Mark Zuckerberg ก็ถึงเวลาที่ควรเรียนรู้ว่า ถ้ามีการระงับโฆษณาบนแพลตฟอร์มตัวเองบ้าง จะได้รับผลกระทบอย่างไร ควรทบทวนนโยบายมากน้อยแค่ไหน

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นที่สำหรับโฆษณาอย่าง Facebook ก็เป็นแพลตฟอร์มผูกขาดเจ้าใหญ่ของโลกรายหนึ่งเช่นกัน ซึ่งในที่สุดแล้ว Mark ก็ออกมาบอกว่าจะรับมือกับ hate speech ทั้งในส่วนของการสร้างทีมเพื่อสร้างเครื่องมือในการจัดการข้อความที่สร้างความเกลียดชังนี้ รวมถึงการติดป้ายที่ข้อความเพื่อให้รู้ว่าข้อความนั้นๆ กำลังนำไปสู่การใช้ความรุนแรง แต่ก็ไม่แน่ว่าเครื่องมือดังกล่าวจะทรงประสิทธิภาพแค่ไหน เรื่องนี้ไม่น่าจะจบลงได้ง่ายๆ เพราะเป็นปัญหายืดเยื้อเรื้อรังมานานแล้ว

WASHINGTON, DC – APRIL 11: Facebook co-founder, Chairman and CEO Mark Zuckerberg prepares to testify before the House Energy and Commerce Committee in the Rayburn House Office Building on Capitol Hill April 11, 2018 in Washington, DC. This is the second day of testimony before Congress by Zuckerberg, 33, after it was reported that 87 million Facebook users had their personal information harvested by Cambridge Analytica, a British political consulting firm linked to the Trump campaign. (Photo by Chip Somodevilla/Getty Images)

ที่มา – Reuters, WSJ, Facebook (1), (2), European Commission, Stop Hate for Profit, Twitter Inc.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

mm
Plaa - Brand Inside สนใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทูต การเมือง ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความยุติธรรมและความเท่าเทียม ชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบสืบค้นข้อมูล ชอบทำคอนเทนต์