ตลาดหุ้นจับตาการโหวตเลือกนายก ภาพรวมยังปรับตัวลดลงตามหุ้นต่างประเทศ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทย (SET Index) ยังหลุดต่ำกว่า 1,500 จุด โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (7 ก.ค.) ปิดตลาดที่ระดับ 1,490.51 จุด ลดลง 0.84% จากสัปดาห์ก่อนหน้า

สาเหตุที่ปรับลดลงเพราะช่วงต้นสัปดาห์ก่อนเห็นแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันที่ตอบรับความคืบหน้าการเมืองในประเทศหลังจากมีการโหวตประธานสภา แต่โดยรวมตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวลดลงตามทิศทางหุ้นต่างประเทศซึ่งตลาดยังมีความกังวลจากกรณีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)

ขณะที่เช้าวันนี้ (10 ก.ค.) SET Index เปิดตลาดที่ 1,493.21 จุด โดยนักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่า SET Index จะเคลื่อนไหวผันผวนจากการเมืองในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะวันที่ 13 ก.ค. ที่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของไทย  ข้อมูลล่าสุดพบว่าแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมีเสียง ส.ส. รวมกันทั้งหมด 310 เสียง ซึ่งยังขาดอีกกว่า 65 เสียง จึงต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไป

ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi มองว่าในกรณีที่โหวตนายกฯ ผ่านไปได้โดยดีตลาดหุ้นมีโอกาสตอบรับเชิงบวกจากความชัดเจนทางการเมือง แต่ในกรณีที่โหวตไม่ผ่านตลาดหุ้นมีโอกาสปรับฐานแต่เชื่อว่าจะไม่รุนแรงเพราะคาดว่าตลาดรับรู้ไปในราคาระดับนึงแล้ว ว่าการโหวดรอบแรกอาจจะยังไม่สามารถผ่านไปได้
โดยยังเชื่อว่าท้ายที่สุดการโหวดนายกรัฐมนตรีจะผ่านไปได้ในที่สุด หากตลาดปรับฐานลงมาจากความกังวลรอบแรกกลับมองเป็นโอกาสสะสมมากกว่า ในสัปดาห์นี้ประเมิน SET Index จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1460 – 1520 จุด

ทั้งนี้ด้าน InnovestX มองว่า SET Index จะได้รับแรงกดดันจากปัจจัยการเมืองในประเทศและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจึงแนะนำให้เน้นตั้งรับและ เลือกซื้อหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เช่น

  • หุ้นที่คาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2023 จะยังเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ได้แก่ AOT, BBL, ADVANC และอื่นๆ
  • หุ้นพื้นฐานดีซึ่งคาดยังมีศักยภาพจ่ายเงินปันผลสูง โดยคาดให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Div. Yield) ปี 2023 มากกว่าปีละ 5% ได้แก่ TISCO, LH, AP
  • นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้แนะนำซื้อเก็งกำไรหาก SET Index ปรับลงมาแถว 1,450 จุด โดยหุ้นท่ีคาดว่ามีโอกาสฟื้นตัวหลังราคาปรับลงลึก ได้แก่ CRC GULF SCGP

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า สัปดาห์นี้ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,475 และ 1,460 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,520 และ 1,545 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่

1) ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด
2) ทิศทางเงินทุนต่างชาติ
3) สถานการณ์การเมืองในประเทศ 

โดยต้องติดตามข้อมูลทางเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนมิ.ย. รายงาน Beige Book ของ Fed รวมถึง จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

นอกจากนี้ยังต้องติดตามข้อมูลทางเศรษฐกิจในประเทศอื่นๆ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ค. ของยูโรโซน และญี่ปุ่น รวมถึงและข้อมูลเศรษฐกิจเดือนมิ.ย. ของจีน เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ตัวเลขนำเข้าและส่งออก

ที่มา – Pi, InnovestX, บล. กสิกรไทย

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา