ทุกวันนี้ การเชื่อมต่อกันแทบไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือ เราสามารถส่งข้อความ วิดีโอคอล หรือพูดคุยกับใครก็ได้จากอีกซีกโลกภายในเวลาไม่กี่วินาที ขณะที่โซเชียลมีเดียทำให้เราอัปเดตเรื่องราวของผู้คนได้ตลอดเวลา
ทว่าในวันที่เทคโนโลยีทำให้การ ‘ติดต่อ’ เป็นเรื่องง่าย ความรู้สึก ‘เชื่อมโยง’ กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเสมอไป
ผลสำรวจ ‘Human Connection Survey’ โดย ‘Ipsos’ ในนาม ‘Match Group’ สะท้อนภาพที่น่าสนใจ เมื่อ 85% ของคนโสดไทยระบุว่า เคยรู้สึกเหงาอย่างน้อยบางช่วงเวลา ขณะที่กว่า 1 ใน 4 บอกว่าความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยหรือแทบตลอดเวลา
ในขณะเดียวกัน 87% ของผู้ตอบแบบสำรวจยังบอกว่ากำลังมองหาความสัมพันธ์หรือการเชื่อมต่อใหม่ๆ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการ ไม่ใช่การมีคนรู้จักมากขึ้น หากเป็นความสัมพันธ์ที่ ‘ลึกซึ้ง’ และ ‘มีความหมาย’ โดยมีผู้ตอบถึง 72% ที่ต้องการความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ มากกว่าการมีเครือข่ายขนาดใหญ่แต่ผิวเผิน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความย้อนแย้งของยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีอาจทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันได้ง่ายกว่าเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะรู้สึกใกล้ชิด เข้าใจกัน หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นตามไปด้วย

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘Human Connection Campaign Thailand’ ความร่วมมือระหว่าง AIS, Match Group, Tinder และหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ที่ต้องการชวนให้สังคมหันกลับมาพูดถึง ‘ความเหงา’ ในฐานะประเด็นร่วมของสังคม มากกว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวที่แต่ละคนต้องรับมือเพียงลำพัง
ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ AIS มองว่าหน้าที่ของการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเข้าถึงเครือข่าย แต่ต้องช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย จึงเป็นที่มาของการเข้าร่วมแคมเปญครั้งนี้ร่วมกับ Match Group และพาร์ทเนอร์จากหลายภาคส่วน
‘ความเหงา’ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป
’Katie Peters’ รองประธานอาวุโส และผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร Match Group มองว่า ‘ความเหงา’ เป็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้คนจำนวนมาก และถึงเวลาที่สังคมจะร่วมกันลงมือแก้ไข
‘Katie’ อธิบายว่า หลายคนอาจรู้จัก Match Group ในฐานะบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มหาคู่อย่าง ‘Tinder’ และ ‘Hinge’ แต่บริษัทนิยามตัวเองว่าเป็น “Human Connection Company” หรือบริษัทที่มุ่งสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เพราะเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่แค่การช่วยให้ผู้คนเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบคู่รัก แต่ยังรวมถึงการสร้างมิตรภาพ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และความสัมพันธ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน

เธอมองว่า ความเหงาไม่ใช่ผลจากการเป็นคนเก็บตัว หรือเป็นความล้มเหลวของใครคนหนึ่ง แต่กำลังกลายเป็นความท้าทายที่ส่งผลต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต ประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนความเข้มแข็งของชุมชนและเศรษฐกิจในภาพรวม
ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจยังพบว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้หลีกเลี่ยงการสร้างความสัมพันธ์ แต่กลับติดข้อจำกัดจากวิถีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ไม่เพียงพอ ภาระจากการทำงาน ค่าใช้จ่ายในการออกไปพบปะผู้คน หรือแม้แต่การไม่มีพื้นที่สำหรับทำความรู้จักคนใหม่ๆ
สำหรับ Match Group การเชื่อมต่อไม่ใช่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่คือรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิต และเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไข
การเชื่อมต่อที่ดีต้องส่งเสริมคุณภาพชีวิต
หาก Match Group มองว่า ‘ความสัมพันธ์’ คือหัวใจของคุณภาพชีวิต สำหรับ AIS ‘การเชื่อมต่อ’ ก็ไม่ได้หมายถึงเพียงการให้บริการเครือข่ายอีกต่อไป
‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร AIS มองว่า การเชื่อมต่อในยุคปัจจุบันไม่ควรหมายถึงเพียงการทำให้ผู้คนเข้าถึงโลกดิจิทัลได้สะดวกขึ้น แต่ต้องเป็นการเชื่อมต่อที่ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย
เธอเล่าว่า แม้ AIS จะมีพนักงานราว 30,000 คน แต่เมื่อรวมสมาชิกในครอบครัวแล้ว องค์กรกำลังมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนกว่า 90,000 คน ทำให้การดูแลเรื่องสุขภาวะของพนักงานไม่ใช่เพียงสวัสดิการภายในองค์กร แต่เป็นการลงทุนต่อคุณภาพชีวิตของครอบครัวและสังคมในวงกว้าง
‘กานติมา’ ยังเชื่อว่า มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว การเข้าหาผู้อื่น การสร้างปฏิสัมพันธ์ และการมีเครือข่ายทางสังคม ล้วนเป็นส่วนสำคัญของการใช้ชีวิต

ต่อให้เทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนสื่อสาร และสร้างความสัมพันธ์ แต่ ‘กานติมา’ มองว่าเทคโนโลยีไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้ผู้คนห่างเหินกัน หากเป็นเครื่องมือที่ควรถูกใช้อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และสร้างคุณค่าให้กับชีวิตของผู้คน
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่ AIS เดินหน้ามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมทักษะการใช้สื่อดิจิทัลและ AI อย่างรู้เท่าทัน เพื่อสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของพนักงาน ตลอดจนการพัฒนา AIS SIAM ให้เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างประสบการณ์ร่วมกันในโลกจริง
จาก ‘Human Connection’ สู่การลงมือทำจริง
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การชวนให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาความเหงา แต่ยังต่อยอดไปสู่ ‘Human Connection Pledge’ ที่เปิดโอกาสให้องค์กรทั่วประเทศร่วมลงนาม และนำแนวคิดไปปฏิบัติจริง
เป้าหมายคือการมีองค์กรเข้าร่วมอย่างน้อย 100 แห่ง และสร้างผลกระทบต่อพนักงานมากกว่า 20,000 คน ภายในปี 2570 ผ่านแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างเวลาให้ผู้คนได้สร้างความสัมพันธ์ การทำให้การสร้างความสัมพันธ์เป็นเรื่องเข้าถึงได้ง่ายขึ้น การทำให้การพูดถึงความเหงาเป็นเรื่องปกติ และการเสริมระบบสนับสนุนด้านสุขภาวะทางอารมณ์ภายในองค์กร
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่หน้าที่ของบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นสิ่งที่องค์กรและสังคมสามารถออกแบบสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเกิดขึ้นได้
เทคโนโลยีไม่ได้วัดที่ความเร็วอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของความสัมพันธ์ด้วย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเทคโนโลยีแข่งขันกันด้วยความเร็วของเครือข่าย ความสามารถของ AI และบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่
แต่ ‘Human Connection Campaign Thailand’ กำลังชวนให้สังคมตั้งคำถามอีกด้านหนึ่งว่า หากผู้คนยังรู้สึกโดดเดี่ยว แม้จะเชื่อมต่อกันได้ตลอดเวลา การพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ
สำหรับ Match Group คำตอบคือการทำให้ผู้คนมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น ขณะที่ AIS มองว่าการเชื่อมต่อที่ดีไม่ควรหยุดอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ต้องช่วยให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีพื้นที่ในการเรียนรู้ และมีความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน
ท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าของการเชื่อมต่ออาจไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ติดตาม จำนวนข้อความ หรือความเร็วของเครือข่าย แต่วัดจากการทำให้ผู้คนรู้สึกว่า ‘ยังมีใครสักคน’ ที่พร้อมรับฟัง เข้าใจ และเชื่อมโยงถึงกันได้จริง
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา