
“ไอเลิฟมายจ็อบ ไอเลิฟมายจ็อบ ไอเลิฟมายจ็อบ” รู้สึกตามที่พูดจริงไหม หรือเป็นเพียงคำปลุกใจ ไม่มีใครรู้ แต่สถิติบอกว่าพนักงานไทย (ส่วนใหญ่) มีความสุขกับงานที่กำลังทำอยู่
อย่าเพิ่งส่ายหน้าหรือคิดว่ากำลังพูดเกินจริง เพราะผลสำรวจของ Workplace Happiness Report ประจำปี 2568 บอกว่าพนักงานไทยมีความสุขเป็นอันดับ 4 ของเอเชียแปซิฟิก มากกว่าสิงคโปร์และฮ่องกงเสียอีก
รายงานนี้ถูกเผยแพร่โดย Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานของประเทศไทยที่คลุกคลีอยู่ในวงการคนทำงานมานาน โดยประเทศที่ติดอันดับความสุข ได้แก่ อินโดนีเซีย 82% ฟิลิปปินส์ 77% มาเลเซีย 70% ไทย 67% สิงคโปร์ 56% และฮ่องกง 47%
แต่ถึงแม้ตัวเลขของประเทศไทยจะอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าเกินความคาดหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะวางใจได้ เพราะโลกของการทำงานไม่ได้มีเพียงมิติเดียว และ “ความสุข” เอง ก็ส่งผลถึงประสิทธิภาพของคนเรามากกว่าที่คิด

ถ้าไม่มีความสุข จะมีแรงทำงานเจ๋งๆ ได้ยังไง
จากผลการสำรวจพนักงานไทยกว่า 1,000 คน ในทุกช่วงอายุ ทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างคนที่ทำงานแล้วมีความสุข กับคนที่กำลังเบื่อหน่ายและหมดใจกับงานที่ทำ
เพราะพนักงานที่มีสุขภาพใจที่ดีและแข็งแรงนั้น มีแนวโน้มว่าจะทุ่มเทและทำงานเกินจากที่คาดหวังไว้ถึง 86% ขณะที่อีกด้านหนึ่ง หากพนักงานไม่มีความสุข แนวโน้มนี้จะอยู่ที่ 54% เท่านั้น
ทำให้เห็นว่าหากคาดหวังผลลัพธ์ที่มากขึ้นหรือผลงานที่น่าประทับใจ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้พนักงานรู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่บ้าง ย่อมเป็นผลดีขององค์กรมากกว่าอยู่แล้ว
อีกสถานการณ์หนึ่ง เคยเจอแบบนี้ไหม ที่เมื่อมีใครคนหนึ่งถามขึ้นมาว่างานเป็นยังไงบ้าง พอจะแนะนำให้ได้หรือเปล่า แต่คำตอบที่ได้ยินกลับกลายเป็นคำว่า “หนีไป” หรือการสาธยายความอัดอั้นให้ฟังแบบชุดใหญ่
เพราะความสุขไม่ใช่แค่คุณภาพของชิ้นงานหรือสุขภาพจิตแบบปัจเจก แต่สิ่งที่แฝงซ่อนไว้ท่ามกลางความไม่พอใจ ก็คือภาพลักษณ์องค์กรที่ถูกสื่อสารออกไปด้วย
โดยตัวเลขจากผลสำรวจบอกว่าแนวโน้มของการแนะนำองค์กรให้กับผู้อื่นต่อ ระหว่างคนที่มีความสุขกับไม่มีความสุขนั้นต่างกันถึง 35% เลยทีเดียว

ไม่ใช่แค่ “ก็อยู่ได้” แต่ต้องอยู่อย่างมี “คุณภาพ” ด้วย
เราไม่ได้กำลังบอกว่าบริษัทยุคใหม่ต้องยอมตามใจพนักงานไปหมดทุกเรื่อง และขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้มงวดหรือตั้ง KPI สูงๆ เพื่อกดดันให้งานบรรลุเป้า
แต่การสร้างความสุขให้เกิดขึ้น สามารถทำได้เพียงบริษัทหาตรงกลางระหว่างสิ่งที่คนทำงานให้ความสำคัญ และสิ่งที่จะได้รับในชีวิตจริง
ในรายงาน Workplace Happiness Report ได้ชี้ปัจจัยที่ทำให้คนทำงานมีความสุขเอาไว้ด้วย โดยเรียงจากมากที่สุด ได้แก่
- ที่ตั้งของสถานที่ทำงาน 70%
- โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ 66%
- หน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวัน 65%
- ทีมงาน เพื่อนร่วมงาน 64%
- รู้สึกมีเป้าหมายในงานที่ทำ 64%
- ความสำเร็จขององค์กร 64%
- ความมั่นคงในอาชีพการงาน 63%
- ความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน 63%
องค์กรต้องไม่ลืมว่าเงินเดือนที่สูง เป็นเพียงด่านแรกเท่านั้นในการดึงดูดใจคนเก่งให้มาร่วมงาน แต่จะอยู่ต่อได้นานหรือไม่ หรืออยู่อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมทำให้บริษัทเติบโตได้มากแค่ไหน นั่นเป็นเรื่องของความรู้สึกถึงการมีคุณค่าและถูกยอมรับ
การพยายามหาตรงกลางเพื่อรักษาคนเก่งเอาไว้ คือการเปิดประตูสู่โอกาส ให้พนักงานได้ปลดปล่อยศักยภาพอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่มีความสุขแบบแค่ “พออยู่ได้” แต่ต้องอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ เติบโต และยั่งยืนอีกด้วย

Gen Z มีความสุขน้อยที่สุด หมดไฟมากที่สุด
ความแตกต่างเรื่องความสุขของพนักงานแต่ละคนยังมองได้ในมิติของ Generation แถมตัวเลขยังเรียงลำดับตาม Gen อย่างมีนัยสำคัญ
รายงานนี้ได้เจาะลึกลงไปอีกขั้นด้วยการสำรวจความรู้สึกมีความสุขของพนักงานแต่ละ Gen โดยกลุ่มที่รู้สึกหมดไฟ หรือเหนื่อยล้าจากการทำงานมากที่สุดได้แก่ Gen Z (51%) รองลงมาคือ Gen Y (44%) Gen X (41%) และ Baby Boomers (37%)
ขณะเดียวกันเมื่อถามเรื่องรู้สึกถึงคุณค่าของงานที่กำลังทำอยู่หรือไม่ คำตอบกลับพลิกเป็นคนละด้าน เพราะ Baby Boomers กลายเป็นกลุ่มที่เห็นด้วยมากที่สุด (79%) ตามด้วย Gen X (72%) Gen Y (71%) และปิดท้ายด้วย Gen Z (64%)
ภาพที่ได้จึงกลายเป็น Gen Z ที่กำลังหมดไฟกับงาน แถมยังไม่ได้รู้สึกอินองค์กรขนาดนั้น ขณะที่ Baby Boomers ดูสบายๆ กว่ามาก ทั้งยังรักงานที่ทำอยู่ด้วย ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ

Gen Z (18-29 ปี)
ถือว่าเป็นกลุ่มน้องใหม่ในโลกของการทำงาน แม้รุ่นที่โตที่สุดจะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่ทุกวันนี้แรงงานใหม่ในระบบล้วนเป็น Gen Z ทั้งสิ้น ทำให้หลายคนยังใหม่อยู่มากกับโลกที่แตกต่างจากวัยเรียน ทั้งการปรับตัวและการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะรู้สึกถอดใจมากที่สุด
ปัจจัยความสุขของคนกลุ่มนี้มาจาก ทีมหรือเพื่อนร่วมงาน 61% และ โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา 70% ทำให้ความรู้สึกแปลกแยก หรือการไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเอง อาจกลายมาเป็นอุปสรรคได้
Gen Y (30-44 ปี)
เป็นกลุ่มที่เริ่มมีภาระและความรับผิดชอบที่ต้องดูแลมากขึ้นโดยเฉพาะครอบครัว การสามารถแบ่งเวลาเพื่อไปดูแลคนที่บ้านจึงกลายเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ ปัจจัยความสุขของ Gen Y จึงยึดโยงอยู่กับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน 67% ขณะที่เป้าหมายในการทำงานอยู่ที่ 62%
Gen X (45-59 ปี)
รุ่นเก๋ามากประสบการณ์ที่มีความก้าวหน้าทางอาชีพและรายได้มากที่สุด มองหาความมั่นคงและการประสบความสำเร็จ ทำให้สิ่งที่ให้ความสำคัญ 69% คือการบรรลุเป้าหมายและหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวัน แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องการการยอมรับในผลงานของตัวเอง รวมไปถึงค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับหน้าที่

Baby Boomers (60-64 ปี)
ในวัยนี้เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มพนักงานที่มีความสุขมากที่สุด และรู้สึกหมดไฟน้อยที่สุด เนื่องจากเข้าสู่ช่วงปลายของการทำงาน ทำให้มีความผูกพันกับองค์กรสูงมากในฐานะคนเก่าคนแก่ และมีแนวโน้มว่าจะทำงานที่เดิมมากที่สุด โดยมีความต้องการเปลี่ยนงานแค่ 33% เท่านั้น
ดังนั้นปัจจัยความสุขจึงกลายเป็นเรื่องของความพึงพอใจต่อหน้าที่ที่รับผิดชอบในแต่ละวัน และสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน
สุดท้ายนี้ผู้คนจำนวนมากต่างต้องเจอสิ่งที่ไม่ชอบในระหว่างการทำงาน ไม่ว่าจะมากหรือน้อยแตกต่างกันอย่างไร แต่สิ่งที่บริษัทจะพอสามารถทำได้ นั่นก็คือวิธีการปฏิบัติต่อพนักงาน รวมไปถึงนโยบายองค์กรที่ผ่อนปรนในบางส่วนตามเหมาะสม
เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำให้คนทำงานอยากที่จะอยู่ต่อ คือการรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง คุณค่าในสิ่งที่กำลังทำ หรืออาจจะรวมไปถึงคุณค่าของการยอมรับที่บริษัทมอบให้ เพราะหากต้องอยู่แบบไม่สามารถหาความสุขได้เลย การที่องค์กรจะคาดหวังผลงานที่ยิ่งใหญ่ ก็ดูจะเป็นเรื่องที่สวนทางกันเกินไป
- ขอไปก่อนนะพี่ๆ ผลสำรวจบอก ‘Gen Z’ อยู่ไม่นาน เกินครึ่งมีแผนที่จะลาออกใน 1-2 ปี
- อยากออกก็ออกไม่ได้ ‘Quiet cracking’ สภาวะที่ต้องทำงานไปวันๆ เพราะคนน้อยลงแต่งานเท่าเดิม แถมยังหางานใหม่ยาก
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา