Home Business จอที่ทำให้ “หิว” มากกว่าแค่ “เห็น” แม็กกี้ฉีกกฎ OOH เดิมๆ ไม่ได้โชว์แค่สินค้า แต่ทำให้อยากเหยาะแม็กกี้ได้

จอที่ทำให้ “หิว” มากกว่าแค่ “เห็น” แม็กกี้ฉีกกฎ OOH เดิมๆ ไม่ได้โชว์แค่สินค้า แต่ทำให้อยากเหยาะแม็กกี้ได้

ในโลกของโฆษณาอาหาร โจทย์ที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่การทำให้คนเห็นสินค้า แต่คือการทำให้คน “หิว” และ “นึกถึงแบรนด์” ในมื้อถัดไป

ซึ่งล่าสุด “แม็กกี้” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ป้ายโฆษณาที่เราเห็นกันจนชินตา สามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าแค่สร้างการรับรู้ แต่ยังเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกของผู้คน สร้างความรู้สึกร่วม ซึ่งในที่นี้ก็คือความรู้สึกน่ากินจนหิวและความอยากอาหาร รวมไปถึงฝังชื่อแบรนด์เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคอย่างไม่รู้ตัว

ทำไมแคมเปญเดียวถึงสร้างผลลัพธ์มากมายขนาดนี้ แล้วอะไรคือกุญแจที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกร่วมไปกับแบรนด์ เราลองมาดูไปพร้อมๆ กัน

เมื่อภาพเคลื่อนไหวทำงานกับความรู้สึก

หากใครได้มีโอกาสเห็นโฆษณาตัวล่าสุดของแม็กกี้ บนจอโฆษณา Out-of-Home (OOH) ทั่วกรุงเทพฯ ในช่วงนี้ ก็จะเจอวิดีโอที่ชวนน้ำลายสอแน่ๆ 

ในโฆษณาชิ้นนี้ แม็กกี้เลือกที่จะสลัดภาพจำของโฆษณาแบบเดิมๆ ที่เน้นโชว์แค่ตัวสินค้าทิ้งไป แล้วแทนที่ด้วย VDO ultra-appetizing

ซึ่งเป็นการนำเสนอด้วยภาพเคลื่อนไหวของการเหยาะแม็กกี้ลงไปบนไข่ดาวเยิ้มๆ ปลาทูทอดกรอบๆ หรือจะเหยาะลงบนเนื้อย่างที่ยังร้อนกรุ่นๆ แบบ Close-up

รวมไปถึงเทคนิคการ Slow motion ที่เจาะจงไปที่วินาทีสำคัญ อย่างตอนที่ซอสแม็กกี้ค่อยๆ หยดลงไปบนเมนูอาหารที่คนไทยคุ้นเคยทำให้เห็นความน่ากินอย่างชัดเจน จนรู้สึกได้ถึงกลิ่นและรสชาติลอยออกมาจากภาพ 

การเลือกใช้ภาพแบบนี้นี่เองที่ทำให้งาน OOH ชิ้นนี้ ทำงานกับจินตนาการของผู้คนได้อย่างน่าประหลาด เปลี่ยนจากการโฆษณาทั่วไป ให้กลายเป็นการจุดชนวนความหิว และที่สำคัญทำให้เกิดความอยากกินแม็กกี้ จนต้องกลับบ้านไปแล้วเหยาะแม็กกี้ในมื้ออาหารเพื่อเพิ่มความหอมอร่อยแน่นอน

เปลี่ยน ‘ความเซ็ง’ บนท้องถนน ให้เป็น ‘ความหิว’

ความชาญฉลาดของแคมเปญนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของงานภาพ แต่คือการอ่าน Insight ของคนไทย

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่รถติดอันดับต้นๆ ของโลก ผู้คนในเมืองต่างใช้เวลาบนท้องถนนเป็นหลักชั่วโมงต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในรูปแบบไหนก็ตาม จะบนรถส่วนตัว ขนส่งสาธารณะ หรือรถไฟฟ้า ช่วงเวลานี้แหละคือช่วงที่คนเราจะรู้สึก “หิว” และ “ฟุ้งซ่าน” คิดถึงอาหารมื้อถัดไปมากที่สุด

แม็กกี้ที่รู้ในความคิดนี้ จึงตั้งใจออกโฆษณาที่จะเปลี่ยนจังหวะของความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง มาเป็นโมเมนต์แห่งความอยากอาหาร ด้วยภาพเมนูที่ดูน่ากิน และทำหน้าที่เคาะเมนูคู่กับซอสเหยาะจิ้มในหัวให้เราเสร็จสรรพว่าเย็นนี้จะกลับไปกินอะไรดี

นี่จึงไม่ใช่แคมเปญที่คิดขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นการทำการบ้านกับพฤติกรรมของคนไทยอย่างจริงจัง เปลี่ยนความเซ็งบนท้องถนนให้กลายเป็นความตั้งใจที่ว่า เมื่อถึงบ้านแล้วจะขอรางวัลให้ตัวเองด้วยมื้ออร่อยที่มีแม็กกี้เป็นสิ่งเติมเต็มมื้ออาหารให้สมบูรณ์

เรียกได้ว่าแคมเปญนี้แม็กกี้ทั้งใส่ใจและลงลึกถึงรายละเอียดทุกดีเทล เหมือนกับเข้ามานั่งในใจของผู้บริโภคเลยก็ว่าได้ 

นอกจากจะทำงานกับความรู้สึกแล้ว ในขณะเดียวกันก็ชูจุดแข็งของแบรนด์ ในการเป็นซอสเหยาะจิ้ม ที่ทำจากซอสถั่วเหลืองหมักธรรมชาติ รสชาติอร่อย มีเอกลักษณ์ ที่สำคัญยังเข้ากันได้กับทุกเมนูอีกด้วย 

จากเหตุผลทั้งหมด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่แม็กกี้จะเป็นซอสเหยาะจิ้มอันดับ 1 ในใจของใครหลายๆ คน ทั้งยังเป็นสิ่งที่อยู่คู่โต๊ะอาหารของคนไทยมายาวนานกว่า 75 ปี

ในหลายครั้งความสำเร็จของแบรนด์ส่วนหนึ่งก็หมายถึงการแฝงตัวอยู่ในทุกคำพูดและพฤติกรรมของผู้คน วันนี้หากได้นั่งรับประทานอาหาร ก็อย่าลืมสังเกตคนรอบข้าง ลองตั้งใจฟังบทสนทนาที่เกิดขึ้น อาจจะได้ยินคำว่า “ขอแม็กกี้หน่อย” จากใครสักคนหนึ่งบนโต๊ะก็ได้ 

ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์แม็กกี้เพิ่มเติมได้ที่ www.maggi.co.th

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา