ว่าที่ รมว. คลังหญิงคนแรกของสหรัฐฯ! ไบเดน เปิดตัว “จาเน็ท เยลเลน” ร่วมทีมช่วยเศรษฐกิจ

ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ กลายเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า โจ ไบเดน จะได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนถัดไป

ล่าสุด โจ ไบเดน ได้เริ่มต้นตั้งคณะทำงานเพื่อเปลี่ยนผ่านรัฐบาลโดยมีการเปิดตัวทีมด้านความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศไปแล้ว 6 คน 

หนึ่งในการขยับขยายทีมทำงานที่น่าสนใจคือการแต่งตั้ง “จาเน็ท เยลเลน” มานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเธอจะเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

Janet Yellen
WASHINGTON, DC – April 11: Federal Reserve Chair, Janet Yellen, look on as the group of 20 nations (G- 20), finance ministers and central bankers prepare for the International Monetary and Financial Committee (IMFC) family photo at the IMF/World Bank Spring meetings on April 11, 2014 in Washington, DC. (Photo by Pete Marovich/Getty Images)

ว่าที่รมต. คลังหญิงคนแรกของสหรัฐฯ

จาเน็ท เยลเลน ในวัย 74 ปี นอกจากจะเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความหลากหลายในคณะรัฐมนตรีของ โจ ไบเดน แล้ว ประวัติของเธอจัดได้ว่าไม่ธรรมดา เธอเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการเศรษฐศาสตร์มาอย่างยาวนานโดยมีเส้นทางการทำงาน ดังนี้

  • 1994-1997: 1 ใน 7 ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ
  • 1997-1999: ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ บิล คลินตัน
  • 2004-2010: ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขา ซาน ฟรานซิสโก
  • 2010-2014: รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ ฯ
  • 2014-2018: ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หญิงคนแรก

การแต่งตั้งอดีตธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้ามาดำรงตำแหน่งมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ เป็นอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งวิกฤติ โควิด-19 เนื่องจากเธอมีแนวทางที่ตอบสนองต่อแนวนโยบายที่รัฐเข้ามามีบทบาทจัดการและกระตุ้นเศรษฐกิจของ โจ ไบเดน

นอกจากนี้ การตั้งเยลเลนซึ่งเป็นอดีตประธานธนาคารกลางยังมีนัยสำคัญต่อการเมืองโลกว่า อเมริกาจะหวนกลับมาสู่นโยบายการค้าเสรีอีกครั้ง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณสู่ค่ายตะวันตกว่าอเมริกาต้องการกลับมาสู่มาใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ หันหลังให้กับแนวทางพหุภาคีและดำเนินนโยบายแบบพญาอินทรีบินเดี่ยว

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีข่าวการแต่งตั้งเยลเลน ภาพรวมตลาดหุ้นดีดตัวสูงขึ้นทันที พร้อมทั้งเมื่อผนวกกับข่าวดีจากทางฝั่งอังกฤษที่ AstraZeneca กับ Oxford ผลิตวัคซีนต้านโควิดได้สำเร็จ โดยตลาดหุ้น Dow Jones, S&P500 และ Nasdaq ต่างพากันปรับตัวขึ้นที่ 1.1% 0.6% และ 0.2% ตามลำดับ

ที่มา – WSJ, The Guardian, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา