“Gen Z ไม่อดทน”
“เด็กสมัยนี้เปลี่ยนงานบ่อย”
“หัวหน้ารุ่นเก่าไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่”

ทุกครั้งที่มีประเด็นเรื่อง Gen Z ในโลกการทำงาน ความเห็นมักแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งมองว่าเด็กสมัยนี้ไม่อดทน อีกฝั่งกลับมองว่าองค์กรต่างหากที่ยังไม่ยอมเปลี่ยน
คำถามคือ ตกลงแล้วใครกันแน่ที่ ‘ไม่เข้าใจ’ อีกฝ่าย
ประเด็นนี้ทำให้ Brand Inside ชวนคุยกับ ‘แทนรัก เชียงทอง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด Binance TH by Gulf Binance หลังจากเธอมีโอกาสทำงานร่วมกับคนหลาย Generation ทั้งในไทยและต่างประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘แทนรัก’ ไม่ได้เริ่มต้นจากการบอกว่า Gen Z ถูก หรือหัวหน้ารุ่นเก่าผิด
เธอกลับมองว่า สิ่งที่ทำให้คนแต่ละ Generation มองโลก และทำงานต่างกัน ไม่ใช่เพราะอายุ แต่เป็นเพราะ ‘บริบท’ ที่แต่ละคนเติบโตมา โดยเฉพาะเมื่อโลกที่เห็นไม่เหมือนกัน วิธีคิด วิธีสื่อสาร ไปจนถึงความคาดหวังต่อการทำงาน ก็ย่อมต่างกันเป็นธรรมดา
ก่อนจะโทษ Gen Z ลองย้อนกลับไปดูว่าแต่ละรุ่นเติบโตมาอย่างไร
เวลาพูดถึง Generation Gap สังคมมักมองกันที่ผลลัพธ์ คนรุ่นนี้กล้าพูด คนรุ่นนั้นอดทนกว่า หรือบางรุ่นไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
แต่ ‘แทนรัก’ มองว่า ถ้าจะทำความเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ ต้องย้อนกลับไปดู ‘ต้นทาง’ เพราะคนแต่ละรุ่นไม่ได้เติบโตมาในโลกใบเดียวกัน
เธอยกตัวอย่างว่า คนรุ่น Baby Boomer หรือรุ่นปู่ย่าหลายคนผ่านช่วง ‘สงครามโลก’ และความขาดแคลน การมีงานทำหมายถึงความมั่นคงของชีวิต การทำงานหนักจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความขยัน แต่เป็นวิธีเอาตัวรอดและสร้างอนาคตให้ครอบครัว
พอมาถึง Gen X หรือรุ่นพ่อแม่ โลกก็ยังไม่ได้เต็มไปด้วยโอกาสเหมือนทุกวันนี้ ถ้าอยากคุยกับคนที่อยู่ต่างประเทศ ต้องนัดเวลากันล่วงหน้า แล้วไปยืนรอที่ตู้โทรศัพท์พร้อมเหรียญในมือ หากพลาดเวลา ก็ต้องรอใหม่ หรือถ้าอยากหางานดีๆ ก็ไม่ได้มีเว็บไซต์ที่รวบรวมตำแหน่งงานจากบริษัทนับร้อยแห่งให้กดสมัครภายในไม่กี่นาทีเหมือนปัจจุบัน
พูดง่ายๆ คือ ทุกโอกาสต้องแลกมาด้วยเวลา ความพยายาม และความอดทน เพราะฉะนั้น เมื่อเติบโตมาในโลกแบบนั้น จึงไม่แปลกที่คนรุ่นก่อนจะให้คุณค่ากับ ‘งานมั่นคง’ การอยู่กับองค์กรนานๆ และการค่อยๆ เติบโตตามลำดับขั้น
ในมุมของ ‘แทนรัก’ การตัดสินว่าคนรุ่นไหนดีกว่ากัน อาจเป็นคำถามที่ผิดตั้งแต่แรก เพราะถ้าคนๆ หนึ่งได้สลับไปเติบโตในยุคเดียวกับพ่อแม่ หรือแม้แต่รุ่นปู่ย่า เขาเองก็คงซึมซับวิธีคิดแบบเดียวกันไม่ต่างกันมากนัก
ทุกรุ่นล้วนเจอบททดสอบ แต่ Gen Z กำลังเจอหลายเรื่องพร้อมกัน
‘แทนรัก’ ยอมรับว่า สถานการณ์ของคนรุ่นใหม่ในวันนี้ไม่ง่าย เนื่องจาก AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน หลายตำแหน่งระดับเริ่มต้นเริ่มถูกเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำแทน ขณะเดียวกันธุรกิจก็ยังต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากสถานการณ์โลก ทำให้องค์กรหลายแห่งเลือกชะลอการจ้างงานหรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยคนจำนวนน้อยลง
เมื่อมองมาที่ Gen Z เธอจึงเข้าใจว่าทำไมหลายคนถึงรู้สึกว่าหางานยากกว่ารุ่นก่อน เพราะนอกจากการแข่งขันจะสูงขึ้นแล้ว คนรุ่นใหม่ยังต้องแข่งขันกับ AI แข่งขันกับคนที่ยังไม่เกษียณ และในหลายสายงานยังต้องแข่งขันกับแรงงานจากทั่วโลกผ่านการทำงานแบบ remote อีกด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น ‘แทนรัก’ ก็ไม่เห็นด้วยกับการบอกว่า Gen Z เป็นรุ่นที่ ‘ซวย’ ไปซะทีเดียว เพราะทุก Generation ต่างก็มีบททดสอบของตัวเอง อย่างคนรุ่นพ่อแม่เคยผ่านยุคที่ ‘คอมพิวเตอร์’ เข้ามาแทน ‘เครื่องพิมพ์ดีด’ คนทำงานยุคหนึ่งเคยผ่าน ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’
บางรุ่นต้องรับมือกับการเปลี่ยนผ่านจากการตลาดแบบดั้งเดิมสู่ Digital Marketing หรือแม้แต่คนขับแท็กซี่ ก็เคยต้องปรับตัวเมื่อแพลตฟอร์มเรียกรถเข้ามาเปลี่ยนทั้งอุตสาหกรรม
ในมุมของ ‘แทนรัก’ สิ่งที่ทำให้ Gen Z แตกต่าง คือ การเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการแข่งขันระดับโลก จน ‘แทนรัก’ เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น ‘perfect storm’ ของคนรุ่นใหม่
Gen Z ไม่ได้เกิดมาพร้อมความกล้า แต่โตมาในโลกที่ ‘ถามได้’
สำหรับ ‘แทนรัก’ ความต่างระหว่างคนแต่ละรุ่นไม่ได้สะท้อนแค่ทัศนคติเรื่องงาน แต่ยังสะท้อนผ่าน ‘วิธีสื่อสาร’ ด้วย
เธอเล่าว่า น้องๆ Gen Z ที่ทำงานด้วย หากไม่เข้าใจงานก็มักเดินเข้ามาถามตรงๆ หรือถ้ามีความคิดเห็นที่แตกต่าง ก็พร้อมอธิบายเหตุผลของตัวเอง
ในขณะที่คนรุ่นก่อนจำนวนไม่น้อย เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่การตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องปกติ หลายคนไม่กล้ายกมือถามในห้องเรียน หลายคนเลือกเก็บคำถามไว้กับตัวเองมากกว่าจะพูดออกมา
เมื่อคนที่เติบโตมาในสองบริบทนี้ต้องมาทำงานร่วมกัน จึงไม่แปลกที่ทั้งสองฝ่ายจะตีความพฤติกรรมของกันและกันไม่เหมือนเดิม
สิ่งที่คนรุ่นใหม่มองว่าเป็นการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา อาจถูกหัวหน้ามองว่าแรงเกินไป ในทางกลับกัน สิ่งที่หัวหน้ามองว่าเป็นการให้เกียรติหรือเปิดโอกาสให้คิดเอง อาจทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ให้ถามหรือเสนอความคิดเห็น
‘แทนรัก’ มองว่า แต่ละคนกำลังใช้ ‘มาตรฐาน’ จากโลกที่ตัวเองเติบโตมา ไปตีความคนที่เติบโตมาในอีกบริบทหนึ่งมากกว่า จึงเกิดการมองว่า ใครถูกใครผิด
Generation Gap จะแก้ไม่ได้ ถ้าปรับตัวอยู่แค่ฝ่ายเดียว
หลายครั้งเวลาพูดถึงการแก้ปัญหา Generation Gap เสียงส่วนใหญ่มักไปตกอยู่ที่ ‘คนรุ่นใหม่’ โดยทางออกคือให้พวกเขาอดทนมากขึ้น ต้องเข้าใจหัวหน้า หรือไม่ก็ต้องปรับตัวเข้ากับองค์กร
แต่ ‘แทนรัก’ กลับมองว่า ถ้าจะให้การทำงานระหว่างคนต่างวัยราบรื่น การปรับตัวต้องเกิดขึ้นทั้งสองฝั่ง สำหรับหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ คือเรียนรู้ว่าตัวเองยังขาดอะไร และค่อยๆ พัฒนาตัวเอง
ส่วนหน้าที่ของหัวหน้า ก็ไม่ใช่แค่สั่งงานอย่างเดียว การเป็นหัวหน้าที่ดีต้องเข้าใจว่าคนในทีมแต่ละคนเก่งเรื่องอะไร ไม่เก่งเรื่องไหน และใช้วิธีสื่อสารแบบไหนถึงจะดึงศักยภาพของเขาออกมาได้
การโยนความผิดให้ Gen Z ว่าไม่อดทน หรือบอกว่าหัวหน้ารุ่นเก่าไม่เปิดใจ จึงเป็นคำอธิบายที่ง่ายเกินไป เพราะมันละเลยบริบทที่ทำให้แต่ละคนกลายมาเป็นแบบทุกวันนี้

ตลอดการพูดคุย แทนรัก แทบไม่ได้พยายามหาคำตอบว่า คนรุ่นไหนถูกหรือผิด เธอกลับชวนตั้งคำถามใหม่ว่า สิ่งที่สังคมเรียกว่า ‘Generation Gap’ อาจไม่ใช่ช่องว่างระหว่างวัยเลย แต่คือคนที่เติบโตมาในโลกคนละใบ กำลังเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันในโลกใบเดียวกัน
- ถ้าเด็กสมัยนี้ สบายจริง ทำไม Gen Z ยังรู้สึก ‘ดีไม่พอ’? เมื่อคนรุ่นใหม่ เผชิญความกดดันรอบด้าน ต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเองเท่านั้น ถึงจะมีความสุข
- คนไทยมีความสุขกับงาน แต่ Gen Z คือกลุ่มที่หมดไฟที่สุด เพราะเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ ต้องปรับตัวให้ทัน-เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ
ที่มา: สัมภาษณ์พิเศษ ‘แทนรัก เชียงทอง’
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา