‘เอ็มมีเน้นซ์ กรุ๊ปฯ’ 55 ปี ปรับโมเดลธุรกิจรับโครงสร้างประชากรเปลี่ยน พร้อมขยาย HealthTech เต็มรูปแบบ

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรของประเทศไทย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมามองเรื่องสุขภาพเป็นการลงทุน ตลาดเครื่องมือแพทย์และบริการสุขภาพแบบดั้งเดิมกำลังถูกท้าทายด้วยอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลง การขยับตัวของ ‘เอ็มมีเน้นซ์ กรุ๊ปฯ’ ผู้นำธุรกิจนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์ประกาศรุกตลาด Health & Wellbeing และ HealthTech เต็มรูปแบบ จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของธุรกิจดั้งเดิมที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับบริบทอุตสาหกรรมยุคใหม่

ส่องภาพรวมอุตสาหกรรมสุขภาพไทย และปัจจัยเร่งเชิงโครงสร้าง

ปัจจุบัน ตลาดเครื่องมือแพทย์และบริการสุขภาพในประเทศไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 2.6 แสนล้านบาท โดยเป็นยอดขายที่เกิดขึ้นภายในประเทศราว 7.3 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในแง่อัตราการขยายตัว จะพบว่าตลาดเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์การแพทย์แบบดั้งเดิมมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 2–3% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างทรงตัวและท้าทายสำหรับการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

ในทางกลับกัน กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีและสุขภาพเชิงป้องกันกลับมีแนวโน้มขยายตัว สะท้อนผ่านอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่ขยายตัวเฉลี่ย 10% ต่อปี ตามมาด้วยกลุ่ม HealthTech & Wellbeing ที่เติบโตเฉลี่ย 7.5% ต่อปี และตลาดทันตกรรมที่ขยายตัว 6.3% ต่อปี ตัวเลขความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความต้องการของผู้บริโภคและระบบสาธารณสุขกำลังเคลื่อนย้ายจาก “การรักษาเมื่อเจ็บป่วย” ไปสู่ “การดูแลเพื่อป้องกันและสร้างสุขภาวะ”

แรงขับเคลื่อนสำคัญของปรากฏการณ์นี้มาจากเมกะเทรนด์เชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย ซึ่งเริ่มเป็น Aging Society มาตั้งแต่ปี 2566 และถูกคาดการณ์ว่าจะก้าวสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในปี 2572 ด้วยจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% หรือราว 13.2 ล้านคน ผสานกับการเพิ่มขึ้นของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การเติบโตของ Medical & Wellness Tourism ตลอดจนพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่มองว่าสุขภาพคือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต (Lifestyle Investment) ที่เน้นการยืด Health Span หรือช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีให้ยาวนานที่สุด

จากผู้จัดจำหน่ายดั้งเดิม สู่การวางรากฐาน 4 กลุ่มธุรกิจ

สุชานันท์ อัจฉริยสุชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ บอกว่า เอ็มมีเน้นซ์ กรุ๊ปฯ มีรายได้ในปี 2568 ไว้ที่มากกว่า 500 ล้านบาท โดยเน้นการทำตลาดในประเทศเป็นหลัก ได้สร้างการเติบโตผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ซึ่งครอบคลุมทั้ง B2B และ B2C ได้แก่

  • กลุ่มธุรกิจทันตกรรม (Dental) ให้บริการโซลูชันครบวงจรแก่ทันตแพทย์ ทั้งนำเข้าเครื่องมือ แบรนด์ NSK, กล้อง Microscope ความละเอียด 4K จาก Zumax และนวัตกรรมฟอกสีฟัน BlancOne จากอิตาลี
  • กลุ่มเวชภัณฑ์และเครื่องมือสำหรับโรงพยาบาล (Medical) เน้นอุปกรณ์ในห้องธนาคารเลือด การพยาบาล และห้องปฏิบัติการ โดยมีพันธมิตรสำคัญอย่าง JMS จากญี่ปุ่นในกลุ่มถุงบรรจุโลหิต และ KW จากอิตาลีในกลุ่มตู้เย็นเก็บและแช่แข็งเลือด
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare) เจาะตลาดผู้บริโภคทั่วไป ผ่านแบรนด์ Dentalpro นำเข้าจากญี่ปุ่น และแบรนด์ของบริษัทเอง (Own Brand) อย่าง FURANO ที่เน้นผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากสำหรับคนจัดฟัน และ Prosper กลุ่มอุปกรณ์สุขภาพในบ้าน เช่น เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะระบบ DEXA รวมถึง Citizen และ HONORE
  • กลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์ความปลอดภัย (Industrial) รองรับโรงงานผลิตยาด้วยเครื่องตอกเม็ดยา JCMCO และเครื่องบรรจุ CVC

กลยุทธ์ 3 แกนหลัก และการเดิมพันกับ HealthTech

แม้สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันจะมีความท้าทาย แต่เอ็มมีเน้นซ์ตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ไว้ที่ 20% หลังจากช่วงครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวไปแล้วมากกว่า 10% โดยการจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทได้วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนไว้ 3 แกนหลัก ได้แก่ การเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลักเดิม การเร่งพัฒนาแบรนด์ของตนเอง (Own Brand) เพื่อสร้างอัตรากำไรที่ดีขึ้น และการขยายเข้าสู่ธุรกิจใหม่ในกลุ่ม HealthTech & Wellbeing

การขยายสู่ HealthTech เป็นการขยายบทบาทจากผู้จัดจำหน่าย (Distributor) สู่การเป็น Solution Partner ที่ครอบคลุมการดูแลสุขภาพ 3 มิติ คือ Reactive Healthcare (การรักษาเมื่อป่วย), Proactive Healthcare (การป้องกันก่อนป่วย) และ Wellbeing & Healthy Aging (การชะลอวัยและสร้างสุขภาวะ)

ไฮไลต์สำคัญของการรุกตลาดครั้งนี้ คือการทุ่มงบจัดตั้ง Eminence HealthTech Experience Center ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อเป็นศูนย์นวัตกรรมให้ผู้บริโภคและบุคลากรทางการแพทย์ได้ทดลองใช้งานจริง โดยเน้นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เรื่องความเครียด การนอนหลับ และสังคมสูงวัย เช่น S-Airbag เสื้อกั๊กถุงลมนิรภัยอัจฉริยะสำหรับป้องกันการล้มในผู้สูงอายุ และ Pontonsense Fall Alarm Detection ระบบตรวจจับการล้มด้วยคลื่นเรดาร์และ AI โดยไม่ต้องสวมใส่อุปกรณ์

โอกาส ความท้าทาย และบทสรุป

การปรับทิศทางของเอ็มมีเน้นซ์ถือเป็นก้าวที่สอดคล้องกับสภาวะตลาด การพยายามกระจายความเสี่ยงจากตลาดเครื่องมือแพทย์ดั้งเดิมที่เติบโตเพียง 2–3% ไปยังตลาด HealthTech และ Wellness ที่เติบโตสูงระดับ 7.5 – 10% เป็นทางรอดที่จำเป็นสำหรับองค์กรที่มีอายุยาวนานถึง 55 ปี

ความได้เปรียบของเอ็มมีเน้นซ์คือการมีฐานลูกค้า B2B ทั้งโรงพยาบาลและคลินิกที่แข็งแกร่ง ซึ่งสามารถใช้เป็นช่องทางต่อยอดในการแนะนำนวัตกรรม HealthTech ใหม่ๆ ได้ทันที ขณะเดียวกันการพัฒนา Own Brand ก็ช่วยสร้างความยืดหยุ่นด้านราคาและทำกำไรได้สูงกว่าการนำเข้าเพียงอย่างเดียว

ความท้าทายสำคัญของ เอ็มมีเน้นซ์ คือการบรรลุเป้าหมายเติบโต 20% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และการเป็นสะพานที่น่าเชื่อถือเชื่อมระหว่างนวัตกรรมสุขภาพระดับโลกกับผู้ใช้งานในไทย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล คลินิก บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้บริโภคที่หันมาดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา