จับตาการคลังสหรัฐยุคไบเดน ผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สวนทางทรัมป์

Joe Biden โจ ไบเดน
ภาพจาก Shutterstock

การเปิดตัวเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและนโยบายระหว่างประเทศของ โจ ไบเดน สร้างเสียงฮือฮาไม่น้อยหลังจากที่หน้าตาของคณะทำงานสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ไบเดนเลือกใช้ในการเมืองโลกอย่างชัดเจน อย่างเช่นการแต่งตั้งจอห์น เคอร์รี่ นั่งตำแหน่งพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศ เป็นสัญญาณที่ชี้ชัดว่ารัฐบาลไบเดนจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อม

ในอีกฟากหนึ่ง การเปิดตัวจาเน็ท เยลเลน  นั่ง รมว. คลัง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไบเดน จะใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของสหรัฐฯ

เยลเลนผ่อนปรนต่อการขาดดุลงบประมาณ

เมื่อพิจาณาจากวิสัยทัศน์ของเยลเลนแล้ว ชัดเจนว่าเธอมีแนวทางที่ผ่อนปรนให้สามารถใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตรงข้ามนโยบายการคลังในยุคทรัมป์ที่ไม่ต้องการให้รัฐใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจนเกินควร 

เธอเคยออกมาแสดงความเห็นว่า ภาครัฐควรเพิ่มการใช้จ่ายในมาตรการณ์เพื่อปกป้องเศรษฐกิจจากผลกระทบของวิกฤติโควิด-19 นอกจากนี้ เธอยังเคยให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า “การระบาดของโควิดกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างร้ายแรง การก่อหนี้เพิ่มของภาครัฐเพื่อใช้จ่ายในการพยุงและพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ถูกกระทบจากวิกฤติโควิดเป็นสิ่งที่เข้าใจได้”

เมื่อพิจารณาจากวิสัยทัศน์ของเธอ หากเธอผ่านการรับรองให้นั่งเก้าอี้ รมว. คลัง รัฐบาลอเมริกาที่นำโดย โจ ไบเดน จะสามารถอัดฉีดงบประมาณเพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เป็นอยู่

ธนาคารกลางเอาด้วยกับเยลเลน

ล่าสุด เกิดความขัดแย้งระหว่างสองหน่วยงานหัวหอกของนโยบายด้านเศรษฐกิจคือกระทรวงการคลังและธนาคารกลาง

เนื่องจาก สตีเวน มนูชิน รมว. คลัง คนปัจจุบัน ประกาศว่าโครงการปล่อยสินเชื่อเพื่อกู้ยืมในสภาวะวิกฤติของธนาคารกลางที่จัดตั้งภายใต้พระราชบัญญัติการดูแลจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม ในขณะที่ทางธนาคารกลางไม่เห็นด้วยกับกระทรวงการคลังเพราะต้องการพยุงเศรษฐกิจที่เปราะบาง  

หากเยเลนสามารถเข้ามาเป็นหัวหอกในนโยบายการคลังได้ จะส่งผลให้ทิศทางของนโยบายการคลังสอดประสานกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐมากกว่าที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังเคยร่วมงานกับเยลเลนมาก่อนในธนาคารกลางในขณะที่เยลเลนยังดำรงตำแหน่งประธานคนก่อนจึงเพิ่มโอกาสที่จะสร้างความราบรื่นในการคลี่คลายปัญหาเศรษฐกิจโดยทั้งสองหน่วยงาน

เยเลนต้องได้รับการรับรองจากซีเนท  

อย่างไรก็ดี การแต่งตั้งตำแหน่งระดับรัฐมนตรีจำเป็นต้องผ่านการรับรองของสภาซีเนทเสียก่อน ซึ่งเปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาฝั่งรีพับบลิกันซึ่งกังวลเป็นพิเศษกับการขาดดุลงบประมาณตั้งคำถามกับแนวทางที่เน้นการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของเยลเลนได้

ทั้งนี้ อาจรวมถึงวุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตสายเสรีนิยมที่ไม่นิยมแนวทางการใช้จ่ายเกินดุลอีกด้วย

ที่มา – WSJ, Reuters, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา