บัตรเดบิต VS บัตรเครดิต ต่างกันอย่างไร

เทคโนโลยีการชำระเงินในยุคนี้พัฒนาไปไกลมาก หลายคนแทบจะไม่กดเงินสดออกมาใช้เลย พกเพียงแค่บัตรเท่านั้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งหลักๆ แล้วบัตรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเลยก็คือ บัตรเดบิต (Debit-card) และ บัตรเครดิต (Credit-card) ทั้งสองบัตรมีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร หาคำตอบได้จากบทความนี้เลย

บัตรเครดิต VS บัตรเครดิต

การใช้งานเบื้องต้น

ทั้งสองบัตรไม่ว่าจะเป็น บัตรเดบิต หรือ บัตรเครดิต สามารถใช้จ่ายที่เครื่องรูดบัตร (EDC) ได้ทุกเครื่อง รวมถึงบางบัตรที่มีสัญลักษณ์ Paywave สามารถใช้แตะจ่ายที่เครื่องรูดบัตรได้เช่นกัน (เพียงแต่บัตรเดบิตจะต้องมีการใส่รหัสบัตรทุกครั้งที่ใช้จ่าย แต่บัตรเครดิตสามารถแตะจ่ายได้เลย) นอกจากนี้ยังใช้ซื้อออนไลน์ตามเว็บไซต์ต่างๆ ผ่าน Payment Gateway ได้เหมือนกัน เรียกได้ว่าการใช้งานแทบจะไม่แตกต่างกัน

วงเงินสำหรับใช้จ่าย

  • บัตรเดบิต : จะเปรียบเสมือนการใช้จ่ายจากเงินในบัญชีของเรา ดังนั้นวงเงินที่ใช้ได้จึงเท่ากับเงินในบัญชีของเรา หากเงินไม่พอก็ไม่สามารถใช้จ่ายครั้งนั้นได้
  • บัตรเครดิต : จะเป็นการที่ธนาคารเจ้าของบัตรออกวงเงินการใช้จ่ายให้กับเรามาจำนวนหนึ่ง เช่น บัตรเครดิต A มีวงเงินใช้จ่าย 40,000 บาท เท่ากับว่าเราสามารถใช้เงินได้ 40,000 บาท หากเดือนนั้นใช้ไป 30,000 บาท เมื่อบิลเรียกเก็บในเดือนนั้นมาถึงเราก็ต้องจ่ายบิลตามวงเงินที่เราใช้จ่ายไปในรอบบิลนั้น เพื่อให้ได้วงเงินคืนกลับมา

 

การสมัครบัตร

  • บัตรเดบิต : มักจะมาพร้อมกับการเปิดบัญชีธนาคารซึ่งเอกสารที่ใช้สมัครก็จะเป็นชุดเดียวกัน ไม่ต้องยื่นเอกสารอะไรเพิ่ม มีเพียงบัตรประชาชนเท่านั้น
  • บัตรเครดิต : จะต้องมีการยื่นเอกสารตามที่แต่ละธนาคารต้องการ เพื่อเช็คประวัติการชำระหนี้ เครดิตบูโร รวมถึงตรวจสอบการใช้จ่ายของเราในแต่ละเดือนเพื่อประกอบการพิจารณาทำบัตรเครดิต นอกจากนี้บัตรเครดิตนั้นมีหลากหลายกลุ่มของบัตร มักจะแยกตามฐานเงินเดือน และความมั่งคั่งของทรัพย์สิน หลายครั้งเราจึงเห็นว่ามีบัตรเครดิตสำหรับกลุ่มที่มีหลักทรัพย์กับธนาคารนั้นมากกว่า 1 ล้านบาท
    • เอกสารในการสมัครบัตรเครดิต เบื้องต้นจะมี สำเนาบัตรประชาชน, Statement บัญชีที่ใช้รับเงินเดือนย้อนหลัง 1-3 เดือน, เอกสารรับรองการทำงาน เป็นต้น

ค่าธรรมเนียม

  • บัตรเดบิต : ส่วนใหญ่จะมีค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นนอกจากค่าแรกเข้า จะมีเพียงแค่ค่าธรรมเนียมรายปีซึ่งไม่สามารถงดเว้นได้ แม้บางธนาคารจะมีบัตรเดบิตที่ไม่มีค่าธรรมเนียมแต่ก็จะมีเพียงแค่ไม่กี่ประเภทเท่านั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 150-500 บาท แล้วแต่ว่าเราถือบัตรเดบิตที่มีสิทธิประโยชน์ที่แถมมาด้วยมากน้อยแค่ไหน
  • บัตรเครดิต: ค่าธรรมเนียมของบัตรเครดิตนั้นแม้จะมีความคล้ายกับบัตรเดบิต กล่าวคือมีทั้งบัตรที่ทั้งมีและไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีค่าธรรมเนียมโดยจะคิดจากยอดการใช้จ่ายหากมียอดการใช้จ่ายบัตรนั้นถึงเกณท์ที่กำหนดก็จะมีการงดเว้นค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต หรือหากใช้ใกล้ถึงแล้วก็สามารถโทรหาธนาคารเพื่องดเว้นค่าธรรมเนียมได้เช่นกัน

ดอกเบี้ย

  • บัตรเดบิต : ไม่มีการเก็บดอกเบี้ยทุกกรณี
  • บัตรเครดิต : สามารถเกิดดอกเบี้ยได้หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยที่เกิดจากการผ่อนสินค้า ดอกเบี้ยที่เกิดจากการชำระบิลล่าช้า ดอกเบี้ยที่เกิดจากการผิดนัดชำระ ดอกเบี้ยที่เกิดจากการนำบัตรเครดิตไปกดเงินสด ซึ่งดอกเบี้ยในแต่ละกรณีจะแตกต่างกันไป แนะนำว่าให้เลี่ยงการเกิดดอกเบี้ยจะดีที่สุดเนื่องจากบางกรณีดอกเบี้ยจะกลายเป็นภาระผูกพันและทำให้เกิดปัญหาหนี้เสียในอนาคต

สิทธิประโยชน์

  • บัตรเดบิต : มักจะเป็นสิทธิประโยชน์ที่ติดมากับบัตรเดบิตที่เราเลือกซึ่งจะมีไม่กี่อย่างเช่น ประกันอุบัติเหตุ ส่วนลดตามร้านค้าต่างๆ และเว็บซื้อสินค้าออนไลน์ บางบัตรมีวงเงินค่ารักษาพยาบาลให้ด้วย ซึ่งก็จะมีค่าธรรมเนียมรายปีสูงด้วยเช่นกัน
  • บัตรเครดิต : เรียกได้ว่าเป็นที่สุดแห่งบัตรที่มอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ที่ถือ ซึ่งจะมากน้อยตามระดับของบัตรที่ขึ้นอยู่กับวงเงินและฐานเงินเดือนของผู้ถือบัตร เช่น ใช้เล้าจ์สนามบิน รับเครื่องดื่มฟรี ช่องจอดรถตามห้างชั้นนำ บริการเลขาส่วนตัวและการแนะนำพิเศษจากธนาคาร การเข้าร่วมกิจกรรม exclusive การใช้แต้มบัตรเครดิตเป็นนส่วนลดต่างๆ การได้เงินคืนจากการใช้จ่ายตามประเภทที่บัตรได้ทำโปรโมชั่นเอาไว้ เรียกได้ว่าหากใช้บัตรเครดิตอย่างถูกต้องมีแต่ได้สิทธิประโยชน์มากมายเลยทีเดียว

การผ่อนสินค้า 

  • บัตรเดบิต : บัตรเดบิตนั้นไม่สามารถใช้สำหรับผ่อนสินค้าได้
  • บัตรเครดิต : เนื่องจากบัตรเครดิตนั้นมีวงเงินในการใช้สำหรับใช้จ่าย เราสามารถใช้วงเงินนั้นในการผ่อนสินค้าได้ โดยจะเป็นการดึงเอาวงเงินออกมาเพื่อทำการผ่อนชำระสินค้าตามระยะเวลาที่ทำการผ่อน จากนั้นเมื่อชำระในแต่ละเดือนเราก็จะได้วงเงินทยอยคืนจนครบเมื่อเราผ่อนสินค้าถึงเดือนสุดท้าย ซึ่งการผ่อนสินค้าจะตามมาด้วยดอกเบี้ย บางธนาคารมีบริการผ่อน 0% คือไม่มีดอกเบี้ยในแต่ละเดือนที่เราชำระ ยิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ถือบัตรในการซื้อสินค้าที่มีราคาสูง

มาถึงจุดนี้หลายคนน่าจะพอเห็นภาพมากขึ้นว่าบัตรเดบิตและบัตรเครดิตแตกต่างกันอย่างไรและตัวเองนั้นเหมาะกับบัตรแบบใด แต่ทั้งนั้นทั้งนี้การสร้างวินัยการเงินให้กับตัวเองก็เป็นเรื่องสำคัญ ควรใช้จ่ายอย่างมีสติและไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน

Source: scb.co.th,sanook.com,ttbbank.com

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา