ศึกษาตลาดถุงยางอนามัย 1,400 ล้านบาทที่กำลังหดตัว หลังภาครัฐไม่กระตุ้น-กรอบกฎหมายไม่เอื้อ

“ถุงยางอนามัย” อาจเป็นสินค้าที่หลายคนไม่อยากพูดถึง เพราะไทยเป็นประเทศแห่งศีลธรรม แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้สินค้าตัวนี้ที่มีมูลค่าตลาดถึง 1,400 ล้านบาท ผ่านยอดจำหน่ายราว 72 ล้านชิ้น กำลังซบเซา

ถุงยางอนามัย // ภาพ pixabay.com

จบ “ยืดอกพกถุง” แล้วก็ไม่มีอะไรต่อ

แม้จะเป็นประเทศศีลธรรม แต่รัฐบาลไทยก็เคยส่งแคมเปญ “ยืดอกพกถุง” ออกมาเมื่อปี 2550 จนทำให้ตลาดถุงยางอนามัยเติบโตอย่างชัดเจน เพราะเกิดการเรียนรู้เรื่องการป้องกันอันตรายจากการมีเพศสัมพันธ์ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีแคมเปญกระตุ้นใดๆ ออกมาเลย จนทำให้ 2-3 ปีที่ผ่านมาตลาดถุงยางอนามัยนั้นหดตัวมาโดยตลอด

กัณห์ กุลอัฐภิญญา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บมจ.ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ ผู้ทำตลาดถุงยางอนามัยแบรนด์ ONETOUCH เล่าให้ฟังว่า ด้วยถุงยางอนามัยถูกระบุเป็น “เครื่องมือแพทย์” จึงทำตลาดได้ไม่มากเท่าที่ควร ทั้งความเป็นสินค้าที่ใช้เมื่อมีเพศสัมพันธ์ ก็ทำให้การทำสื่อโฆษณาก็มีโอกาสถูกเพ่งเล็งจากกระทรวงวัฒนธรรมได้

“เมื่อถุงยางอนามัยเป็นสินค้าที่ทำโฆษณาได้ไม่เต็มที่ แล้วภาครัฐก็ไม่ได้ส่งแคมเปญหนักๆ ออกมากระตุ้นการใช้งาน จะพึ่งแค่บริษัทเอกชนช่วยกันผลักดันก็คงทำได้ยาก จึงไม่แปลกที่แนวโน้มของของตลาดจะทรงตัว และล่าสุดก็เริ่มมีการลดลงในแง่จำนวนชิ้น ส่วนเรื่องมูลค่ายังประคองได้อยู่ แต่ผู้ผลิตก็ต้องขึ้นราคาขายเล็กน้อยเกือบทุกเจ้า”

ยาคุมกำเนิดกับคู่แข่งรายสำคัญในตอนนี้

ขณะเดียวกันเมื่อไม่มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย ทำให้ผู้หญิงเริ่มหันมาใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์แทน เท่ากับว่าถุงยางอนามัยจะมีการใช้งานลดลงโดยอัตโนมัติ แต่การใช้ยาคุมกำเนิดก็ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อยู่ดี

การเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของคนไทย

“ปัจจุบันเริ่มมีรายงานเกี่ยวกับความเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น ซึ่งมันก็ชัดเจนว่าเกิดจากการไม่ป้องกัน แต่เราก็ไปห้ามไม่ได้ เพราะยาคุมกำเนิดมันก็ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นการเร่งประชาสัมพันธ์ด้วยตัวเอง และให้ภาครัฐเข้ามาจัดแคมเปญใหญ่ๆ ก็คงทำให้ตลาดนี้กระเตื้องขึ้นบ้าง”

สำหรับ ONETOUCH ปัจจุบันทำตลาดถุงยางอนามัย 10 แบบด้วยกัน เช่น Happy ที่ขนาด 52 มม., Strawberry ที่มีกลิ่น และรสชาติ, 003 ที่บางเพียง 0.038 มม. และ Mixx3 กับ Maxx Dot ที่มีผิวสัมผัสพิเศษ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้แบรนด์มีส่วนแบ่งในตลาดครึ่งปีแรกที่ 26% ในแง่มูลค่า เป็นเบอร์ 2 ของตลาดนี้

ภาพรวมตลาดถุงยางอนามัย

ปรับภาพลักษณ์ พร้อมเจาะกลุ่ม Millennial

“ทิศทางของตลาดรวมถุงยางตอนนี้จะเน้นไปที่ความบาง เพราะผู้สวมใส่เชื่อว่าจะช่วยให้ไม่รู้สึกแตกต่างระหว่างใส่ กับไม่ใส่ ซึ่งเรา และแบรนด์อื่นๆ ก็พยายามทำถุงยางจากน้ำยางธรรมชาติ หรือ Latex ให้บางที่สุดที่ 0.03 แล้ว ซึ่งมันก็แทบจะถึงจุดตันในแง่นวัตกรรม แต่เชื่อว่าในอนาคตหากเทคโนโลยีไปได้ไกลกว่านี้ ก็อาจบางกว่าก็นี้ก็ได้”

อย่างไรก็ตามที่ในตลาดมีถุงยางอนามัยบาง 0.01 มม. นั้น เป็นถุงยางอนามัยที่ทำมาจากยางสังเคราะห์ ที่ทำมาเพื่อคนแพ้ยางธรรมชาติโดยเฉพาะ และมีต้นทุนค่อนข้างสูง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทำให้การแข่งขันในตลาดหลังจากนี้จะเน้นที่บรรจุภัณฑ์ และภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่า

ถุงยางอนามัยที่ใช้กระป๋องเป็นบรรจุภัณฑ์ และเตรียมทำตลาดในปี 2562

โดย ONETOUCH มีการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เหมาะกับกลุ่มอายุ 18-35 มากขึ้น จากเน้นแค่ 30 ปีขึ้นไป ผ่านการเน้นทำตลาดช่องทาง Online ทั้งให้ความรู้ และการจำหน่ายสินค้า ซึ่งคิดเป็นยอดขาย 5-8% ของทั้งหมดแล้ว แต่ยังเทียบช่องทางร้านสะดวกซื้อไม่ได้ นอกจากนี้ยังเตรียมออกบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่เป็นกระป๋องในปี 2562 ด้วย

ตั้งเป้าขึ้นเบอร์หนึ่งภายในปี 2568

ทั้งนี้ ONETOUCH มีเป้าหมายในปี 2563 คือมีส่วนแบ่งการตลาดในแง่มูลค่า 35% จากปีนี้คาดว่าจะมีส่วนแบ่ง 28% ผ่านการเติบโตต่อปีเฉลี่ย 15% โดยจะใช้งบประมาณการตลาดราว 10% ของยอดขาย และวางตำแหน่งตัวเองเป็นสินค้าระดับ Mid-High ผ่านราคา 40-70 บาท

ภาพรวมตลาดถุงยางอนามัย

ในทางกลับกันด้วยบมจ.ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ เพิ่งซื้อกิจการของถุงยางอนามัยแบรนด์ Playboy หรือเบอร์ 3 ของตลาดนี้มาอยู่ในกลุ่ม พร้อมเน้นทำตลาดที่ขนาด 49 มม. ชนกับ Kingtex ของ Durex ทำให้หากแบรนด์นั้นแย่งส่วนแบ่งมาได้ โอกาสที่ ONETOUCH จะขึ้นมามีส่วนแบ่งเป็นอันดับหนึ่งในปี 2568 หรือก่อนนั้นก็มีสูง

สำหรับบมจ.ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ ปัจจุบันมีรายได้จาก 3 ธุรกิจคือ ธุรกิจำจหน่ายถุงยางอนามัย และเจลหล่อลื่นในแบรนด์ ONETOUCH และ Playboy, ธุรกิจรับจ้างผลิตถุงยางอนามัย และเจลหล่อลื่น สุดท้ายคือธุรกิจงานประมูลการผลิตถุงยางอนามัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ล่าสุดครึ่งปีแรกมียอดขาย 698 ล้านบาท

สรุป

ถุงยางอนามัยเป็นสินค้าที่น่าสนใจ และภาครัฐควรจะเปิดใจให้ทำตลาดมากกว่านี้ ไม่ใช่มองเป็นเรื่องส่งเสริมให้มีเพศสัมพันธ์ เพราะมันจะดีกว่าหรือไม่ถ้าไม่มีคนป่วยเป็นโรคจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือเด็กที่เกิดมาจากความไม่พร้อมของพ่อ และแม่ และหากมีการเปิดใจขึ้นจริง ตลาดนี้ก็คงเติบโตยิ่งกว่านี้แน่นอน

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา