มีคำพูดกันเล่นๆ ว่า ถ้าซีรีส์เรื่องไหนดังมากในซีซันแรก ก็อย่าทำซีซันต่อเลย เพราะสุดท้ายมัก “ทำไม่ถึง”
แต่ข้อมูลล่าสุดของ Netflix กำลังสะท้อนว่า ความเชื่อนี้อาจไม่ใช่แค่ความรู้สึกของคนดู

‘Bloomberg’ รายงานเรื่องนี้โดยอ้างอิงข้อมูลภายในของ ‘Netflix’ ว่า ซีรีส์หลายเรื่องที่เคยสร้างกระแสอย่างมากในซีซันแรก กลับรักษาฐานคนดูไว้ไม่ได้เมื่อเข้าสู่ซีซันสอง และบางเรื่องยอดคนดูลดลงแบบน่าตกใจ
ตัวเลขในช่วง 4 สัปดาห์แรกหลังเปิดตัวแต่ละซีซัน พบว่า ‘The Night Agent’ จากเดิมที่ซีซันแรกทำได้ราว 76 ล้านวิว เหลือประมาณ 41 ล้านวิวในซีซันสอง หรือลดลงเกือบครึ่ง และเมื่อถึงซีซันสามคนดูก็ลดลงอีกประมาณ 35%
ด้าน ‘One Piece’ ฉบับซีรีส์ไลฟ์แอ็กชัน ซึ่งเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ Netflix ในปี 2566 ยอดคนดูลดลงมากกว่า 30% จากประมาณ 55 ล้านวิว เหลือราว 38 ล้านวิว
หนักที่สุดคือ ‘Beef’ จากเกือบ 30 ล้านวิวในซีซันแรก ร่วงลงเหลือเพียงประมาณ 7 ล้านวิวในซีซันสอง หรือหายไปมากกว่า 70%
ส่วน ‘The Four Seasons’ และ ‘Running Point’ คนดูลดลงมากกว่าครึ่งเช่นกัน แม้ Netflix จะยังตัดสินใจสั่งสร้างซีซันต่อก็ตาม
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับซีรีส์ภาคต่อ เพราะ Bloomberg ยังระบุว่า ‘Avatar: The Last Airbender’ ซึ่งเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่มีคนดูสูงสุดของปี 2567 ก็เริ่มต้นซีซันใหม่ด้วยยอดผู้ชมสัปดาห์แรกที่ลดลงกว่า 60% เมื่อเทียบกับภาคก่อน
นี่จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ Netflix กำลังพยายามหาคำตอบ เพราะแม้แพลตฟอร์มจะยังเป็นผู้นำตลาดสตรีมมิง แต่สิ่งที่นักลงทุนกังวลมากขึ้นคือ คนใช้เวลาอยู่บน Netflix มากน้อยแค่ไหน
Bloomberg ระบุว่า เวลาที่ผู้ชมใช้ดู Netflix ตลอดปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นไม่ถึง 2% แม้บริษัทจะยังมีสมาชิกเพิ่มขึ้นก็ตาม สะท้อนว่าผู้ใช้ใหม่จำนวนหนึ่งอาจมาจากมาตรการปราบการแชร์รหัสผ่าน มากกว่าการที่ผู้ชมใช้เวลากับแพลตฟอร์มนานขึ้น
อีกปัจจัยคือ ช่วงหลัง Netflix มีซีรีส์ฮิตที่สร้างกระแสต่อเนื่องน้อยลง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีเพียง ‘His & Hers’ และ ‘Bridgerton ซีซันสี่’ เท่านั้นที่กลายเป็นซีรีส์ฮิตจริงๆ ซึ่ง ‘Bridgerton’ ก็ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่แทบไม่เจอปัญหาคนดูลดลงเมื่อเข้าสู่ซีซันใหม่
พฤติกรรมคนดูเปลี่ยน แต่ Netflix ยังทำแบบเดิมๆ
คำถามคือ ทำไมซีรีส์ที่เคยดังมากถึงรักษาคนดูไว้ไม่ได้? TechCrunch มองว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของซีรีส์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะพฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของผู้คนเปลี่ยนไปแล้ว
ย้อนกลับไปในปี 2556 ตอนที่ Netflix ปล่อย ‘House of Cards’ ทั้งซีซันพร้อมกัน ถือเป็นการพลิกโฉมวงการ เพราะคนดูไม่ต้องรอตอนใหม่ทุกสัปดาห์เหมือนทีวีอีกต่อไป แต่สามารถดูรวดเดียวจบได้ตามต้องการ จนเกิดคำว่า ‘Binge Watching’ หรือการดูซีรีส์ยาวต่อเนื่องจนจบ
โมเดลนี้ช่วยให้ Netflix เอาชนะทีวีแบบเดิมได้สำเร็จ เพราะคนดูไม่จำเป็นต้องรอผังรายการอีกต่อไป แต่วันนี้ คู่แข่งของ Netflix ไม่ใช่ทีวีอีกต่อไป
คนจำนวนมากใช้เวลาว่างไปกับ TikTok, YouTube, Instagram Reels หรือแอปละครแนวตั้งที่ใช้เวลาดูเพียงไม่กี่นาทีต่อเรื่อง
ข้อมูลจาก ‘eMarketer’ เคยระบุว่า ตั้งแต่ปี 2567 คนอเมริกันใช้เวลาอยู่บน TikTok เฉลี่ยวันละ 58.4 นาที ขณะที่ Netflix อยู่ที่ 62.1 นาที ต่างกันเพียงเล็กน้อย
ส่วนรายงานของ ‘Digital i’ ระบุว่า ในปี 2568 YouTube แซง Netflix ในแง่เวลาการรับชมเฉลี่ยต่อวันเป็นครั้งแรก โดย YouTube อยู่ที่ 99.1 นาที ขณะที่ Netflix อยู่ที่ 93.4 นาที
Netflix เองยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ และตัดสินใจปรับแอปให้มีฟีดวิดีโอแนวตั้งคล้าย TikTok เพื่อให้คนดูลองรับชมตัวอย่าง ก่อนตัดสินใจเปิดหนังหรือซีรีส์เต็ม
อย่างไรก็ตาม TechCrunch มองว่า Netflix ไม่ได้แก้ปัญหาตรงจุด แต่ใช้ฟีดเป็นเพียง ‘เครื่องมือค้นหาซีรีส์’ ไม่ใช่คอนเทนต์ที่คนเปิดดูได้ทันทีเหมือนเวลาเล่น TikTok ซึ่งอาจยังไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้ชมยุคใหม่
TechCrunch ยังมองว่า อีกสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะระยะเวลาระหว่างซีซันที่นานขึ้น หลายเรื่องต้องรอ 1-2 ปี กว่าซีซันใหม่จะออก ทำให้คนดูลืมเนื้อเรื่องเดิม หรืออาจหมดความสนใจไปแล้ว ประกอบกับการปล่อยทั้งซีซันพร้อมกัน ยังทำให้หลายคนต้องรีบดูเพื่อหลบสปอยล์ จนสุดท้ายเลือกไม่ดูต่อเลย
TechCrunch มองว่า Netflix อาจต้องกลับมาทบทวนวิธีสร้างและปล่อยคอนเทนต์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มซีรีส์แบบจบในซีซันเดียว การแบ่งเนื้อหาเป็นตอนสั้นลง หรือแม้แต่กลับไปใช้โมเดลปล่อยตอนรายสัปดาห์ในบางเรื่อง เพื่อให้คนกลับมารอดูทุกสัปดาห์
เพราะสุดท้ายแล้ว ปัญหาอาจไม่ใช่ว่าซีซันสองไม่สนุกพอ แต่อยู่ที่โลกความบันเทิงเปลี่ยนไปเร็วกว่าที่โมเดลเดิมของบริษัทจะตามทัน
ในวันที่คนสามารถหยิบมือถือขึ้นมาดูคอนเทนต์จบได้ภายในไม่กี่นาที การจะทำให้คนกลับมาใช้เวลาหลายชั่วโมงกับซีรีส์หลายซีซัน อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเมื่อสิบปีก่อนอีกแล้ว
- Netflix เตรียมให้ไถ ‘คลิปสั้นแนวตั้ง’ ดูตัวอย่างรายการ-หนัง-ซีรีส์ ถ้าถูกใจก็ไปต่อ ถ้าไม่ชอบก็พอแค่นี้
- Netflix เปิดไลน์อัปคอนเทนต์ไทย: 8 ภาพยนตร์-ซีรีส์-สารคดี ตลอดปี 2026
- Netflix มองไทยเป็นมากกว่าสถานที่ถ่ายทำ แต่คือแหล่งเรื่องราวให้โลกได้ดู หวังดันซอฟท์พาวเวอร์ไทยไปไกลกว่าเดิม
ที่มา: Bloomberg, TechCrunch, Blognone
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา