ท่ามกลางตลาดร้านอาหารที่มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาอยู่ตลอดเวลา ยังมีแบรนด์หนึ่งที่ยืนหยัดและไม่หายไปไหนคือ ‘ฮะจิบัง ราเมน’

ฮะจิบัง ราเมน เป็นร้านราเมนจากญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1967 บนถนนหลวงสาย 8 เมืองคางะ จังหวัดอิชิกาวะ โดยเริ่มจากการเป็นร้านเล็กๆ ก่อนได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จนสร้างสถิติยอดขายสูงถึง 1,300 ชามต่อวัน และขยายสาขาในประเทศไปมากกว่า 100 แห่ง
ในปี 1992 ฮะจิบัง ราเมน ได้ขยายมาเปิดที่ไทยครั้งแรกในศูนย์การค้าสีลม คอมเพลกซ์ จนปัจจุบันมีสาขาในไทยกว่า 175 แห่ง พร้อมภาพจำของลูกชิ้นหมายเลข 8 ที่แค่เห็น ก็รู้แล้วว่าเป็นแบรนด์อะไร
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ ฮะจิบัง ราเมน เปิดขายในไทยมาได้นานกว่า 30 ปีนั้น คงไม่ใช่เพราะมีเลข 8 เป็นเลขนำโชคอย่างเดียว แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจต่างหาก ซึ่งจะมีอะไรบ้าง? ลองมาวิเคราะห์ไปพร้อมกัน
1. Mass Marketing เจาะทุกเพศทุกวัย ไม่เน้นกลุ่มไหนโดยเฉพาะ

‘Mass Marketing’ คือกลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นเข้าถึงคนหมู่มากมากกว่าผู้บริโภคกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะเน้นการสร้างยอดขาย ผ่านราคาที่จับต้องได้ และเป็นสินค้าหรือบริการที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย
ฮะจิบัง ราเมน ก็เข้าข่ายนั้น เพราะภายในร้านเต็มไปด้วยกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายทั้งในเชิงช่วงอายุ เพศ อาชีพ และโอกาสในการรับประทาน
หลักๆ แล้ว กลยุทธ์ Mass Marketing จะเน้นการใช้ภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจ คอนเซปต์ไม่ซับซ้อน พร้อมสโลแกนสั้นๆ ที่น่าจดจำ ซึ่งไม่ต่างจาก ฮะจิบัง ราเมน ที่มักใช้ “บะหมี่หมายเลข 8” ในการโฆษณา
นอกจากนี้ ในยุคที่อะไรๆ ก็ต้อง Personalized ฮะจิบัง ราเมน กลับเลือกที่จะโฟกัสในการขายเมนูเดิมๆ ที่เรียบง่าย กระทัดรัด แต่เข้าถึงคนทุกกลุ่มมากกว่า ส่งผลให้สามารถสร้างยอดขายในคนหมู่มากได้มากขึ้น
2. Consistency ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าไวรัล

อีกหนึ่งความน่าสนใจของ ฮะจิบัง ราเมน คือบรรยากาศภายในร้านและรสชาติที่แทบไม่เคยเปลี่ยนไปจากเดิม
‘ความสม่ำเสมอ’ (Consistency) คือคุณสมบัติที่สำคัญมากในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าสมมุติว่าวันหนึ่งคุณมาทานราเมนแล้วรสชาติกลมกล่อมมาก แต่อีกวันหวานโดด บางวันก็เค็มโดด คุณจะยังอยากมาใช้บริการไหม?
ความสม่ำเสมอนี้ไม่ใช่แค่รสชาติอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ลูกค้าด้วย โดยแบรนด์ที่อยากประสบความสำเร็จควรจะส่งมอบความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่เข้ามารับประทานในทุกๆ ครั้ง และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
แม้ ฮะจิบัง ราเมน จะแทบไม่มีโมเมนต์ไวรัล ซึ่งนั่นเป็นเพราะกระแสไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จในระยะยาว แต่ความสม่ำเสมอต่างหากที่ช่วยให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือและเติบโตได้ เสมือนกับดอกเบี้ยที่ถ้าเราค่อยๆ สะสมทบต้นไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็จะกลายเป็นกำไรที่งดงาม
3. Convenience เพราะความสะดวกคือคำตอบของทุกวัน

ไม่ว่าคุณจะเป็นแบรนด์ที่ล้ำสมัยหรือราคาถูกขนาดไหน หากซื้อมาแล้ว ผู้บริโภคใช้ไม่สะดวก แค่นั้นก็จบ
‘ความสะดวก’ (Convenience) กลายเป็นคำตอบที่หลายคนมองหาในทุกอย่างรอบตัว ซึ่ง ฮะจิบัง ราเมน ก็สามารถตอบโจทย์นั้นได้ เพราะนอกจากจะเปิดขายในศูนย์การค้าที่เดินทางสะดวกแล้ว ยังสามารถปิดจบมื้ออย่างรวดเร็ว แบบไม่มีพิธีรีตรองอะไรมากมาย
การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการประเภทไหน ความสะดวกคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้ายินดีจ่าย เพราะอย่าง ‘Apple’ เองก็ประสบความสำเร็จได้จากความพยายามในการทำให้คอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายขึ้น
ด้วยเหตุนี้ เมื่อผู้บริโภคมองหาร้านอาหารที่เน้นความสะดวก ฮะจิบัง ราเมน จึงกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการรับประทาน
4. Brand-Owned Moment เพราะวันที่ 8/8 ลูกค้าต้องไปต่อคิวรอ

อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ใช่ว่า ฮะจิบัง ราเมน จะไม่มีความหวือหวาอะไรเลย เพราะแบรนด์ยังมีแคมเปญสุดพิเศษเป็นของตนเอง ชนิดที่ว่าเป็นโปรแรงแห่งปีที่หลายคนตั้งตาคอย
‘ราเมนเดย์’ หรือ ‘8.8’ คือแคมเปญที่ ฮะจิบัง ราเมน จัดขึ้นในวันที่ 8 เดือนสิงหาคมของทุกๆ ปี เพราะไม่ว่าคุณจะทานราเมนเมนูไหน ก็จ่ายในราคาเดียวคือ 88 บาท ส่งผลให้วันนี้เป็นวันที่ลูกค้าแห่ไปต่อคิวรอกันนานมาก
การตั้งวันที่ 8/8 ให้เป็นวันพิเศษของ ฮะจิบัง ราเมน เช่นนี้ทำให้ลูกค้าเกิดภาพจำว่านี่คืออีก ‘โอกาส’ สำคัญในการใช้บริการ แถมยังมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างแบรนด์ด้วย
ดังนั้น แม้ ฮะจิบัง ราเมน จะเป็นร้านอาหารที่สามารถทานได้ในทุกๆ โอกาส แต่เมื่อวันที่ 8/8 มาถึง คนก็ยิ่งเข้าไปใช้บริการกัน เพราะความพิเศษเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ
นี่เป็นเพียงการวิเคราะห์จาก Brand Inside เท่านั้น แล้วคุณล่ะ คิดว่าเพราะอะไร ฮะจิบัง ราเมน ถึงยังประสบความสำเร็จอยู่ในไทยนานขนาดนี้?
- ฮะจิบัง เปิดครัวกลางแห่งที่ 2 ในไทย รับแผนขยายสาขาอาเซียนแตะ 250 สาขา โตเกือบเท่าตัว
- ถอดกลยุทธ์ Parameter ทำยังไงให้เจลาโต้ธรรมดา (?) กลายเป็น ‘อัลตราสมูท’ สุดไวรัล ที่แมสจนหลายคนเอาไปเล่นต่อ และยอมเข้าคิว
ที่มา: Hachiban, Leaf, G2, Stun and Awe, Branding Strategy Insider, MW
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา