ลาออกทั้งที ทำไมต้องเงียบ? รู้จัก ‘Loud Quitting’ เมื่อพนักงานหันมาแฉ ‘ความห่วย’ ของที่ทำงาน

จะเสียดาย ‘องค์กรห่วยๆ’ อย่างเธอทำไม 😍

work

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำฮิตในหมู่คนทำงานอย่าง ‘Quiet Quitting’ ภาวะที่พนักงานไม่เซ็นใบลาออก แต่ไม่สู้อีกต่อไปแล้ว หรือ ‘Quiet Cracking’ ภาวะที่พนักงานหมดใจ แต่ก็ไม่ลาออก เพราะงานหายาก

ขณะเดียวกัน ฝั่งองค์กรก็มีคำศัพท์ใหม่ๆ เฉพาะตัวเหมือนกัน เช่น ‘Quiet Cutting’ ซึ่งหมายถึง การไล่พนักงานออกแบบเงียบๆ ด้วยการให้พวกเขาทำงานที่ไม่มีคุณค่า จนสุดท้ายตัดสินใจลาออกไปเอง

แต่คำถามคือ ในเมื่อไม่มีใจให้กันแล้ว ทำไมต้องทำแบบ ‘เงียบๆ’?

‘Loud Quitting’ คือการที่พนักงานกล้าเปิดเผยอย่างเต็มที่ว่าตนเองรู้สึกแย่กับงานหรือองค์กรที่ทำอยู่ขนาดไหน 

ในเมื่อเจ้านายกับบริษัทยังกล้าเลย์ออฟ ลดสวัสดิการ และฟรีซคนแบบโต้งๆ ทำไมพนักงานจะ ‘ลาออกแบบตะโกน’ บ้างไม่ได้?

มาจากความหงุดหงิดของพนักงานที่ถูกเมินเฉย

‘Euronews’ สำนักข่าวต่างประเทศชื่อดังจากยุโรป ยกตัวอย่างว่า พฤติกรรมการ Loud Quitting ก็อย่างเช่น

  • บ่นเยอะขึ้น 
  • ปฏิเสธงานบางอย่าง
  • หาพรรคพวกในการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง 
  • ขัดขวางการพิชิตเป้าหมายของทีมหรือบริษัท
  • ขู่ว่าจะลาออก

ทางสำนักข่าวยังบอกอีกว่า สุดท้าย Loud Quitter ส่วนใหญ่ลาออกจริงๆ แต่ก็ไม่ลืมที่จะโพสต์ใบลาออกให้โลกโซเชียลรู้

ด้าน ‘Mercer’ องค์กรวิจัยเกี่ยวกับการทำงาน เผยว่า พฤติกรรมแบบ Loud Quitting คือการแสดงออกของพนักงานที่หงุดหงิดหรือรู้สึกเชิงลบกับบริษัท จากการที่เสียงของตนเองถูกมองข้าม

พวกเขาอาจเป็นพนักงานที่ถูกจับไปวางในตำแหน่งที่ไม่ถนัด สูญเสียความมั่นใจในศักยภาพของหัวหน้า หรือรู้สึกโดนเอาเปรียบ และยิ่งในสภาวะตึงเครียดแบบนี้ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่องค์กรของคุณจะมีเหล่า Loud Quitter มากขึ้น

ถ้าบริษัทไม่ปรับปรุง เสียภาพลักษณ์หนักแน่

แน่นอนว่านี่คือความสัมพันธ์ท็อกซิกที่สามารถทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรได้เลย โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวสารแพร่กระจายไปไวขนาดนี้

Euronews อธิบายว่า Loud Quitter อาจเปิดโปงนโยบายหรือวิธีการทำงานที่องค์กรไม่อยากให้สาธารณะรับรู้ โดยบางครั้ง พวกเขาอาจเล่าถึงเหตุการณ์แบบเวอร์เกินกว่าความเป็นจริง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ยิ่งขึ้นไปอีก

หากบริษัทสูญเสียภาพลักษณ์ สิ่งที่จะตามมาคือลูกค้าและคู่ค้าก็อาจเสียความเชื่อมั่นที่มีต่อองค์กรด้วย ขณะที่นักลงทุนอาจเริ่มลังเลว่าควรถอนตัวไหม 

ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทไหนที่รู้ตัวดีว่าวัฒนธรรมการทำงานของตนเองหมิ่นเหม่ต่อการผิดจริยธรรมหรือกฎหมาย Loud Quitter ก็พร้อมที่จะป่าวประกาศเรื่องฉาวๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การขึ้นโรงขึ้นศาลได้

จะปัญหาเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องใหญ่ บริษัทที่ดีต้องรีบเคลียร์

Working

จากทั้งหมดที่กล่าวไป สุดท้าย องค์กรก็อาจไม่เหลืออะไรเลย ดังนั้น มันจะดีกว่าไหม หากบริษัทต่างๆ พยายามสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน เพื่อลดโอกาสการเกิด Loud Quitting?

Euronews แนะนำว่า วิธีที่ดีที่สุดคือบริษัทควรเร่งชี้แจงหรือแก้ไขปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นให้ไวและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ไม่ว่าจะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ข้าวกลางวันโดนขโมย ที่นั่งไม่พอ หรือเรื่องใหญ่อย่างการคุกคามทางเพศ องค์กรที่ดีควรรีบเข้ามาจัดการและทำความเข้าใจปัญหาของบุคลากรเสีย

นอกจากนั้น องค์กรควรมีช่องทางที่เปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ปราศจากความกลัวใดๆ เพราะบ่อยครั้ง สาเหตุที่บุคลากรไม่กล้าพูดถึงปัญหาก็เป็นเพราะกลัวจะหมดโอกาสในการเติบโตหรือโดนเอาคืนในรูปแบบอื่น

ขณะเดียวกัน หากพนักงานคนไหนเริ่มรู้สึกเชิงลบกับการทำงาน สิ่งที่ควรทำคือเข้าไปคุยกับหัวหน้าว่าความคับข้องใจคืออะไร เพราะความจริงแล้ว การออกมาโพสต์ว่าองค์กร ก็อาจทำให้ตนเองสูญเสียโอกาสหรือเสียเครดิตในอุตสาหกรรมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม Brand Inside มองว่า ไม่ว่าจะลาออกแบบเงียบๆ หรือตะโกน พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความทุกข์ใจของบุคลากร และวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เอื้อต่อความสุขของพนักงานอยู่ดี

เพราะสุดท้าย คงไม่มีพนักงานคนไหนอยากลาออกเพื่อหางานใหม่อยู่เรื่อยๆ และคงไม่มีองค์กรไหนอยากให้พนักงานรู้สึกแย่กับตนเองใช่ไหมล่ะ?

ที่มา: Mercer, Euronews

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา