เปิดศึกสตรีมมิ่ง: เทียบจุดแข็ง ‘คอนเทนต์-ราคา’ ของ 6 แอปดัง รับการมาของ Disney+ Hotstar

คนไทยคุ้นชินกับการใช้งานแอปพลิเคชันสตีมมิ่งกันมานานหลายปี นับตั้งแต่การมาของแอปดูหนังอย่าง Netflix, iflix, และ Hooq ที่ต่อสู้กันอยู่พักใหญ่ๆ จนกระทั่งเหลือผู้ชนะอยู่รายเดียวนั่นคือ Netflix ที่ยังคงอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามการแข่งขันในวงการสตรีมมิ่งก็ไม่ได้จบลง เพราะนอกจาก Netflix ที่เป็นสตรีมมิ่งระดับโลก ยังมีคู่แข่งอื่นๆ อีกมากที่ลงมาเล่นในตลาดนี้อย่างจริงจัง ทั้ง HBO Go, Apple TV+, LINE TV, Viu และ WeTv ซึ่งแต่ละรายก็มีจุดเด่นเป็นของตัวเองทั้งสิ้น

และล่าสุดคู่แข่งระดับโลกของ Netflix ที่สมน้ำสมเนื้อกันอย่าง Disney+ Hotstar กำลังจะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 มิถุนายน (พรุ่งนี้) ยิ่งเป็นการตอกย้ำภาพการแข่งขันในวงการสตรีมมิ่งของไทยที่น่าจับตามองมากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับผู้ให้บริการสตรีมมิ่งเจ้าดังๆ ในไทย คงจะหนีไม่พ้น Netflix, HBO Go, Apple TV+, LINE TV, Viu และ WeTV ที่ทุกคนรู้จักกัน รวมถึง Disney+ Hotstar ที่กำลังจะเปิดให้บริการด้วย ซึ่งแต่ละเจ้ามีจุดเด่นของคอนเทนต์ความบันเทิง รวมถึงการทำราคาที่ต่างกันด้วย ซึ่ง Brand Inside จะพาไปดูว่าแต่ละเจ้ามีอะไรดี สู้กันด้วยอะไร และใครจะเป็นฝ่ายชนะในศึกแห่งสตรีมมิ่งครั้งนี้

Netflix คอนเทนต์หลากหลาย คนไทยคุ้นเคยไปแล้ว

เริ่มกันด้วย Netflix เจ้าเก่า เจ้าเดิมที่คนไทยคุ้นเคยกันดี มาพร้อมจุดเด่นที่มีภาพยนตร์ ซีรีส์ รายการทีวี และสารคดีจำนวนมหาศาล ทั้งฝั่งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี จีน หรือไทย โดยเฉพาะซีรีส์เกาหลีหลายๆ เรื่องที่เป็นกระแสโด่งดังในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ล้วนแล้วแต่มีให้รับชมใน Netflix ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ยังมี Netflix Original คอนเทนต์ความบันเทิงที่สร้างโดย Netflix ซึ่งหาดูจากที่อื่นไม่ได้ และในแต่ละปี Netflix ก็ลงทุนกับ Netflix Orignal เป็นจำนวนมหาศาล อย่างในปี 2021 นี้ ใช้เงินลงทุนไปกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.43 แสนล้านบาท เพื่อสร้างคอนเทนต์ความบันเทิงด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเพิ่งพาค่ายอื่นๆ

ตัวอย่างคอนเทนต์ยอดนิยมบน Netflix ที่สามารถรับชมได้ เช่น Vincenzo, Naked Director, เด็กใหม่ 2, The Crown, The Queens Gambit, และ Alice in Borderland เป็นต้น

สำหรับแพคเกจของ Netflix จะแบ่งออกเป็น 4 ระดับราคาด้วยกัน ได้แก่

    • แพคเกจ Mobile 99 บาทต่อเดือน รับชมได้ที่ความละเอียดสูงสุด 480P และใช้ได้เฉพาะบนโทรศัพท์มือถือเท่านั้น
    • แพคเกจ Basic 279 บาทต่อเดือน รับชมได้ที่ความละเอียดสูงสุด 480P
    • แพคเกจ Standard 349 บาทต่อเดือน รับชมได้ที่ความละเอียดสูงสุด 1080P และรับชมได้พร้อมกัน 2 อุปกรณ์
    • แพคเกจ Premium 419 บาทต่อเดือน รับชมได้ที่ความละเอียดสูงสุด 4K HDR และรับชมได้พร้อมกัน 4 อุปกรณ์

Disney+ Hotstar ชื่อ Disney การันตีคุณภาพ

Disney+ Hotstar คู่แข่งในระดับโลกของ Netflix ที่เรียกได้ว่าได้รับการพิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่า “ปัง” แน่นอน เพราะภายในเวลาเพียง 16 เดือน ก็สร้างฐานผู้ใช้งานได้เกิน 100 ล้านคนทั่วโลก ทำให้ Disney ต้องปรับเป้าหมายใหม่ให้สูงขึ้นกันเลยทีเดียว

และเมื่อ Disney+ Hotstar เข้าไทย ขอบอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะคำว่า Disney ก็เป็นสิ่งการันตีคุณภาพได้แล้วระดับหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าจุดเด่นของ Disney+ Hotstar ก็ต้องเป็นเรื่องคอนเทนต์ความบันเทิงจาก Disney ทั้งภาพยนตร์ การ์ตูน และแอนิเมชั่น ของเจ้าหญิงต่างๆ รวมถึงรายการทีวี ที่ Disney ขึ้นชื่อในเรื่องนี้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ Disney+ Hotstar ยังได้เปรียบบริการสตรีมมิ่งเจ้าอื่นๆ มาก เพราะมีภาพยนตร์ และซีรีส์ในจักรวาล Marvel และ Star Wars รวมถึงสารคดีคุณภาพจาก National Geographic รวมถึง 21st Century Fox ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Disney ไปแล้ว

สำหรับแพคเกจของ Disney+ Hotstar หากเป็นแพคเกจปกติจะมีให้เลือกเพียง 2 แพคเกจเท่านั้น คือ

    • แพคเกจรายปี 799 บาท (ตกเดือนละ 66 บาท)
    • แพคเกจรายเดือน 99 บาทต่อเดือน

นอกจากแพคเกจปกติข้างต้นแล้ว Disney+ Hotstar ยังได้จับมือกับ AIS ออกแพคเกจพิเศษสำหรับลูกค้า ais ด้วย คือ

    • แพคเกจในช่วง Pre-sale ราคาเดือนละ 35 บาท ระยะเวลา 1 ปี
    • แพคเกจรายปี 499 บาท (ตกเดือนละ 41 บาท)
    • แพคเกจรายเดือน 49 บาท

แม้ว่าศึกสตรีมมิ่งในไทย ผู้แข่งขันที่น่าจับตามมองมากที่สุดจะเป็น Netflix และ Disney+ Hotstar แต่ความจริงแล้วในตลาดนี้ยังมีผู้แข่งขันรายอื่นที่ลงเล่นเช่นเดียวกัน นั่นคือ HBO Go

HBO Go มี Game of Throne ครบ 8 ซีซัน

HBO Go มีจุดเด่นที่คอนเทนต์ความบันเทิงคุณภาพระดับโลก โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่มีทั้งภาพยนตร์ดัง ภาพยนตร์ฮอลีวูด และภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล เป็นต้น รวมถึงยังมีซีรีส์ระดับตำนานอย่าง Game of Throne ทั้ง 8 ซีซัน และซีรีส์ในตำนานอย่าง Friends Reunion

นอกจากการรับชมคอนเทนต์ความบันเทิงแบบ On Demand แล้ว HBO Go ยังมีบริการช่องทีวีของตัวเอง ให้เลือกชมอีก 6 ช่อง ได้แก่ HBO Home Box Office, HBO Signature, HBO Family, HBO Hits, Cinemax และ Red by HBO ซึ่งแต่ละช่องจะมีตารางการออกอากาศเป็นของตัวเอง เสมือนการชมเคเบิลทีวีที่ต้องเสียเงิน

สำหรับราคาของ HBO Go มีราคาเดียว คือ 149 บาทต่อเดือน หรือจะเลือกรับชมพร้อมกับแพคเกจของเน็ตบ้าน 3BB GIGATV ค่าบริการเริ่มต้น 590 บาทต่อเดือน มาพร้อมเน็ตบ้านความเร็ว 1 Gbps

LINE TV สาวกละคร ซีรีส์ไทย ดูฟรี แต่มีโฆษณา

ข้ามจากบริการสตรีมมิ่งที่ต้องเสียเงิน ไม่เช่นนั้นจะรับชมไม่ได้ มาสู่บริการสตรีมมิ่งที่ฟรี แต่ต้องแลกกับการดูโฆษณาอย่าง LINE TV กันดีกว่า

จุดเด่นของ LINE TV ต่างจากสตรีมมิ่งแบบเสียเงิน คือ ไม่ได้มีจุดเด่นที่ภาพยนตร์ หรือคอนเทนต์เฉพาะด้าน แต่จะเน้นไปที่คอนเทนต์ละคร ซีรีย์ โดยเฉพาะสัญญาติไทยที่เคยออกอากาศบนทีวีดิจิทัลช่องต่างๆ นอกจากนี้ยังมีซีรีส์ Y และซีรีส์วัยรุ่น ที่ได้รับความนิยมอย่างมากบน LINE TV

Viu และ WeTV สตรีมมิ่งของคอซีรีส์เกาหลี-จีน

อีกหนึ่งสตรีมมิ่งที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดีในระดับหนึ่ง คือ Viu สตรีมมิ่งที่มีจุดเด่นด้านคอนเทนต์สำหรับแฟนคลับซีรีส์เกาหลี เรียกได้ว่าซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนที่ไม่ได้เข้า Netflix ก็มักจะมาอยู่ใน Viu นอกจากนี้ยังมีละครไทยบางเรื่องที่ช่องทีวีดิจิทัลนำมาเปิดให้รับชมกันแบบทันทีหลังละครจบ

แม้ว่า Viu จะเปิดให้รับชมฟรีได้สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเสียเงิน แต่ Viu มีบริการ Viu Premium ในราคา 119 บาทต่อเดือน เพื่อปลดล็อคคอนเทนต์ที่หลากหลายกว่า ดูซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ๆ ที่กำลังออกอากาศได้ทันที ไม่ต้องรอเวลาให้ซีรีส์เรื่องนั้นเปิดให้รับชมฟรีๆ และไม่มีโฆษณามากวนใจอีกด้วย

ถัดจาก Viu ที่เน้นจับกลุ่มคอซีรีส์เกาหลี ก็ต้องพูดถึง WeTV ที่มีจุดเด่นที่คอนเทนต์จากประเทศจีน ทั้ง ย้อนยุค สมัยใหม่ ดราม่า โรแมนติก คอมเมดี้ สืบสวน รวมถึงรายการวาไรตี้ต่างๆ รวมแล้วกว่า 300 รายการ โดย WeTV ยังมีจุดเด่นอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือซีรีส์ Y จำนวนมาก ทั้งสัญชาติไทย เกาหลี ญี่ปุ่น และไต้หวัน

สำหรับราคา ของ WeTV มีให้เลือกทั้งหมด 3 แพคเกจ ได้แก่

    • แพคเกจรายเดือน 59 บาท ในเดือนแรก และ 89 บาทในเดือนถัดไป
    • แพคเกจราย 3 เดือน 159 บาท
    • แพคเกจรายปี 599 บาท

โดยหากเลือกเสียเงินให้กับ WeTV จะสามารถรับชมคอนเทนต์พิเศษได้มากขึ้น รับชมได้ก่อนโดยไม่ต้องรอระยะเวลา เป็นต้น

สตรีมมิ่งแต่ละรายมีจุดเด่นของตัวเอง ใครคือผู้ชนะ?

จากที่กล่าวมาทั้งหมดสตรีมมิ่งแต่ละรายมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง บางรายเน้นภาพยนตร์ต่างชาติ บางรายเน้นซีรีส์ และละครไทย ในขณะที่บางเจ้ากลับเน้นที่ซีรีส์วายสัญชาติต่างๆ คงจะสรุปได้ยากว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ เพราะคอนเทนต์ไม่เหมือนกัน ใครที่มีคอนเทนต์ครบมากกว่าก็อาจแข่งขันกับเจ้าอื่นๆ ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และสร้างความรู้สึกคุ้มค่าให้กับผู้สมัคร ว่าจ่ายเงินแล้วมีอะไรให้ดูมากน้อยแค่ไหน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา