เด็กไทยที่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองในวันนั้น สู่หัวหน้าไร้คุณภาพในวันนี้

เคยเจอไหม คนที่ทำงานเก่งทุกอย่าง แต่พอได้ขึ้นเป็นหัวหน้าแล้ว กลับกลายเป็นแค่คนกากๆ คนหนึ่ง?
ในโลกแห่งความจริง การทำงานเก่งไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จเสมอไป โดยภายใน Creative Talk Conference 2026 ‘อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Slingshot Group บริษัทด้านการพัฒนาผู้นำและองค์กร เผยว่า คนคนหนึ่งจะสำเร็จได้ต้อง 1. เก่งงาน 2. เก่งตน 3. เก่งคน 4. เก่งคิด และ 5. เก่งเปลี่ยนแปลง
ปัญหาที่หลายบริษัทมักเจอคือ มีบุคลากรที่เก่งงาน เก่งตน และอาจจะเก่งคนด้วย แต่ดันไม่เก่งคิดหรือเก่งเปลี่ยนแปลงเลย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากในการทำงานตำแหน่งสูงๆ
และถ้าถามว่าต้นตอของปัญหานี้คืออะไร? คำตอบก็คือ เป็นเพราะ ‘การศึกษา’
เด็กไทยท่องจำอย่างเดียว แต่คิดวิเคราะห์ไม่เป็น

บนโลกนี้มีทฤษฎีชื่อว่า ‘Bloom’s Taxonomy’ โดยเป็นการอธิบายว่า การเรียนรู้นั้นมีหลายระดับ ประกอบด้วย 1. Remember (จำได้) 2. Understand (เข้าใจ) 3. Apply (ประยุกต์ใช้เป็น) 4. Analyze (คิดวิเคราะห์) 5. Evaluate (ประเมินถูกผิด) และ 6. Create (สร้างสรรค์สิ่งใหม่)
จริงๆ ทฤษฎีนี้มีมานานแล้ว แต่เชื่อไหมว่า เด็กไทยจำนวนหนึ่งทำได้มากสุดก็แค่ในเลเวลของการทำความเข้าใจ เพราะระบบการศึกษาสอนให้เราเรียนรู้แบบ ‘ท่องจำ’ อย่างเดียว
อภิวุฒิกล่าวว่า หากจำได้และเข้าใจ คนจะเกิด ‘ความรู้’ ขณะที่ถ้าสามารถประยุกต์ใช้และคิดวิเคราะห์ คนจะเกิด ‘ทักษะ’ แต่สิ่งสำคัญที่เด็กไทยหลายคนยังขาดคือ ‘ปัญญา’ (Wisdom) ซึ่งเกิดจากความสามารถในการประเมินและสร้างสรรค์
พูดง่ายๆ คือ เด็กไทยส่วนใหญ่ “ไม่มีปัญญา” นั่นล่ะ เพราะมีแต่ความรู้ แต่คิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ออกมาได้น้อยมาก โดยหากจะเทียบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับทฤษฎี Bloom’s Taxonomy อภิวุฒิก็ยกตัวอย่างคำถามในข้อสอบวิชาประวัติศาสตร์ขึ้นดังนี้
- คำถามในระดับ Remember: กรุงศรีฯ แตก พ.ศ. อะไร?
- คำถามในระดับ Understand: อย่างไรจึงเรียกว่ากรุงแตก?
- คำถามในระดับ Apply: เหตุการณ์กรุงแตกนำไปประยุกต์กับเรื่องอื่นได้อย่างไร?
- คำถามในระดับ Analyze: พม่าใช้กลยุทธ์อะไรในการตีกรุงศรีฯ? และคนไทยพลาดตรงไหน?
- คำถามในระดับ Evaluate: ในการต่อสู้กับพม่า คนไทยตัดสินใจเรื่องไหนผิด และเรื่องไหนถูกบ้าง?
- คำถามในระดับ Create: ถ้าจะไม่ให้กรุงศรีฯ แตก คนไทยควรทำอะไร?
จากที่เคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์มา คุณคิดว่าตนเองเคยเจอคำถามประเภทหลังๆ บ้างไหม?
“ระบบของเรา มันสอนให้เราเป็นอยู่แค่แถวๆ ระดับ 1 กับ 2 บางทีคำถามเลเวล 2 ยังไม่มีเลย แต่ถ้าเราอยากให้คนเติบโตและคิดเป็น ผมว่ามันต้องเริ่มต้นตั้งแต่ระดับการศึกษา” อภิวุฒิกล่าว
คนไทย เอะอะอะไรก็อยากได้เฉลย

ไม่ใช่แค่ปัญหาของระบบการศึกษานะ แต่อภิวุฒิมองว่า ที่คนไทยขาดความสามารถในการคิด ยังเป็นเพราะนิสัยที่เอะอะอะไรก็อยากได้ ‘เฉลย’ ด้วย
จากประสบการณ์การทำงานในบริษัทต่างชาติ อภิวุฒิพบว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานจะได้รับคู่มือวิธีการทำงานร่วมกับคนไทย ซึ่งหนึ่งในสาระสำคัญของคู่มือนั้นคือ “Many Thais look for an answer key.” หรือแปลง่ายๆ คือ “คนไทยหลายคนมองหาเฉลย”
อภิวุฒิเล่าว่า ตั้งแต่เด็กจนโต คนไทยได้เฉลยมาอย่างง่ายดายหมด จากพ่อแม่ คุณครู ไปจนถึงหัวหน้า หรือแม้กระทั่งเวลาไปเรียนหลักสูตรเกี่ยวกับ AI สิ่งที่หลายคนต้องการไม่ใช่ความรู้ แต่เป็น Prompt สำเร็จรูป
ดังนั้น ในมุมมองของอภิวุฒิ หากคุณเป็นหัวหน้าและอยากสอนให้ลูกน้องรู้จักคิด เวลาพนักงานมาถามอะไร ให้ลองถามพวกเขากลับไปก่อน อย่าเพิ่งเฉลย ขณะที่ตัวลูกน้องก็ต้องรู้จักคิด ก่อนไปถามอะไรด้วย
“ถ้าคุณเข้าใจว่า การได้คำตอบตลอดเวลาทำให้คุณเป็นอัมพาตทางความคิด ดังนั้น ถ้าคุณเป็นลูกน้องหรือพนักงาน ถ้าหัวหน้าตั้งคำถาม คุณอย่าไปโกรธ ถือว่าได้โอกาสฝึกก็แล้วกัน หรือถ้าหัวหน้าไม่ตั้งคำถาม ก่อนคุณจะไปถามหัวหน้า คุณคิดคำถาม ถามตัวเองก่อนเลย” อภิวุฒิกล่าว
ถ้าไม่หัดคิด สักวันชีวิตการทำงานก็จะถึงทางตัน

แน่นอนว่า จะให้ย้อนเวลากลับไปแก้ระบบการศึกษาที่เราโตมา คงไม่ทันแล้ว แต่สิ่งที่ยังทำได้อยู่คือการสอนให้ตนเองคิดเก่งมากขึ้น
อภิวุฒิเผยว่า หากเราไม่ฝึกคิด วันหนึ่งก็จะไปแตะ ‘Level of Incompetence’ ซึ่งหมายถึงการที่คนเราถูกเลื่อนขั้นไปจนถึงตำแหน่งที่ต้องการความสามารถมากกว่าที่เรามี
“คุณมีคนที่รู้สึกว่า ความสามารถเขาไม่ถึงตำแหน่งนี้ แต่อยู่ในตำแหน่งนี้ไหม? มันมีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นแบบนี้ คำถามก็คือ คนส่วนใหญ่ที่ไปติด Level of Incompetence มันไปติดเรื่องอะไร? คนที่เติบโตไปถึงจุดหนึ่งแล้วโตต่อไม่ได้ ส่วนใหญ่ติดเพราะ คิดไม่ได้ในเลเวลที่อยู่ ไม่ใช่ทำไม่ได้ในเลเวลที่อยู่” อภิวุฒิกล่าว
ดังนั้น ถ้าอยากเป็นคนที่คิดเก่งขึ้น อภิวุฒิก็แนะนำวิธีการฝึกตนเอง ดังนี้
- รู้จักคิดโดยไม่ต้องรอใครมาถาม: เวลานั่งฟังใครคุยกัน แทนที่จะฟังหรือจดอย่างเดียว ให้คิดไปด้วยเลยว่า ถ้าคุณเป็นเขา คุณจะตอบอย่างไร?
- หมั่นสงสัยอยู่เสมอ: เช่น ทุกครั้งที่หัวหน้าสั่งแก้งานมา ให้ถามกลับว่า “แก้เพราะอะไร?” และ “ช่วยอธิบายวิธีคิดหน่อยได้ไหม?”
- อย่าคิดว่าการตอบผิด = ล้มเหลว: เพราะความคิดแบบนี้ทำให้หลายคนไม่กล้าตอบ เนื่องจากมองว่าทุกอย่างมีเฉลยและกลัวดูโง่ ทั้งๆ ที่ความจริงคือ การตอบผิดคือการเรียนรู้รูปแบบหนึ่ง
- ถ้าคุณเป็นหัวหน้า ให้ตั้งคำถามมากขึ้น: แม้หลายอย่างจะมีคำตอบ แต่ก็อย่าลืมตั้งคำถามให้ลูกน้องชวนคิด พร้อมอธิบายด้วยว่าถามทำไม
อ่านมาถึงตรงนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้า ลูกน้อง หรือนักเรียนนักศึกษา ก็อย่าลืม ‘ฝึกคิด’ เยอะๆ เพราะนี่คือทักษะที่สามารถนำพาตนเองไปสู่ความสำเร็จได้
เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าการศึกษาไม่ช่วยเรา บางทีเราก็อาจต้องช่วยตัวเอง
- เหนื่อยไหม ที่ต้องเจอแต่คนโง่? ชวนอ่าน 5 วิธีรับมือกับเพื่อนร่วมงานสุดว้าว ที่ทำให้สงสัยว่า “โตมายังไง”
- เกิดมาจน = แพ้ตั้งแต่ต้น? ‘เด็กไทยยากจน’ เข้าถึงการศึกษา น้อยกว่า ‘เด็กมีฐานะ’ 11 เท่า
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา