พรรคประชาชนมอง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เพิ่มเม็ดเงินจริง แต่ไม่ได้สร้างงานในไทยมาก เพราะใช้ระบบอัตโนมัติ แถมฮาร์ดแวร์ก็นำเข้าเกือบหมด

ถ้ามองจากตัวเลขการลงทุน ปี 2569 ถือเป็นปีที่กระแสการลงทุนในไทยยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก ’สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน’ (BOI) ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยอุตสาหกรรมที่มีเม็ดเงินลงทุนมากที่สุดคือ ‘ดิจิทัล’ มูลค่ากว่า 1.11 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ บริการ Data Hosting และ Cloud Service ที่รองรับการเติบโตของ AI

BOI มองว่า การลงทุนเหล่านี้จะช่วยสร้างงานกว่า 82,000 ตำแหน่ง ใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 3.86 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออกมากกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี พร้อมย้ำว่า การส่งเสริมการลงทุนไม่ได้พิจารณาเฉพาะเม็ดเงินลงทุน แต่ยังคำนึงถึงการสร้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนด้วย

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น โดยเฉพาะล่าสุดจาก ‘อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์’ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
‘อิสริยะ’ โพสต์ข้อมูลหลังการประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมตั้งคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะเลิกเป็นฝ่าย ‘ง้อ’ ดาต้าเซ็นเตอร์ และหันมาเป็นฝ่ายเลือกนักลงทุนแทน
เขามองว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา BOI จัดให้ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ อยู่ในกลุ่มกิจการดิจิทัล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีในระดับสูง เพราะเดิมทีจำนวนโครงการยังมีไม่มาก และถูกมองว่าเป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับประเทศ
แต่เมื่อกระแส AI โดยเฉพาะ Generative AI ทำให้ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์พุ่งขึ้นทั่วโลก จำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในไทยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลของ BOI ระบุว่า ปัจจุบันมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว 57 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 811,366 ล้านบาท โดยเฉพาะในปี 2568 มีการอนุมัติถึง 26 โครงการ มูลค่าเกือบ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจากหลายปีก่อน
โครงการส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากต่างชาติ โดยมี 39 โครงการ หรือประมาณ 68% ที่ต่างชาติถือหุ้นใหญ่ ส่วนโครงการที่คนไทยถือหุ้นใหญ่มีเพียง 18 โครงการ
ภายใต้เกณฑ์ปัจจุบัน ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานตามเกณฑ์ ‘Power Usage Effectiveness’ หรือ PUE ไม่เกิน 1.3 สามารถได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี ส่วนโครงการทั่วไปก็ยังได้รับการยกเว้นภาษี 5 ปี หรือ 3 ปี ขึ้นอยู่กับพื้นที่ลงทุน

คำถามของ ‘อิสริยะ’ คือ เกณฑ์เหล่านี้ถูกออกแบบขึ้นในวันที่ประเทศไทยยังมีคำขอตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ไม่มากนัก แต่เมื่อทุกบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังแข่งขันสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และแห่เข้ามาลงทุนในไทย กติกาเดิมอาจไม่สอดคล้องกับผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

หากทุกโครงการเกิดขึ้นจริง ระบบไฟฟ้าไทยอาจต้องรับภาระครั้งใหญ่

ประเด็นที่ ‘อิสริยะ’ กังวลที่สุดคือ การใช้พลังงานมหาศาลของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นในระยะยาว
จากข้อมูลที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นำเสนอในการประชุมกรรมาธิการ หากทุกโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในระบบเกิดขึ้นจริง ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนกลายเป็นความท้าทายของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ
‘สนพ.’ ประเมินว่า หากเกิดกรณีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ดาต้าเซ็นเตอร์อาจใช้ไฟฟ้าสูงถึงประมาณ 19,808 เมกะวัตต์ ภายในช่วงปี 2579 เป็นต้นไป
ขณะที่ข้อมูลของ ‘กฟภ.’ ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการยื่นขอใช้ไฟรวมกว่า 26,045 เมกะวัตต์ จากทั้งหมด 95 โครงการ แต่สามารถยืนยันการจ่ายไฟได้เพียงประมาณ 4,482.7 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นไม่ถึง 20% ของความต้องการทั้งหมด ส่วนที่เหลือยังต้องรอการลงทุนขยายระบบไฟฟ้าเพิ่มเติม
ในจำนวนโครงการทั้งหมด มีเพียง 6 โครงการที่เริ่มจ่ายไฟแล้ว อีก 14 โครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง และอีก 75 โครงการยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง
‘อิสริยะ’ มองว่า หากรัฐต้องเร่งลงทุนเพิ่มทั้งโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง และสถานีไฟฟ้าย่อย เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ ต้นทุนเหล่านี้อาจตกมาถึงประชาชนในรูปของค่าไฟที่สูงขึ้น
นอกจากเรื่องไฟฟ้าแล้ว ‘อิสริยะ’ ยังชี้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นธุรกิจที่ใช้น้ำจำนวนมาก ใช้ระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่ และมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมสูง แต่กลับสร้างการจ้างงานในประเทศไม่มาก เพราะการดำเนินงานส่วนใหญ่เป็นระบบอัตโนมัติ ขณะที่ฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์แทบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยยังไม่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และยังไม่มีมาตรการกำกับดูแลเฉพาะเรื่องการใช้ไฟฟ้า น้ำ หรือการจัดการความร้อน ทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก
‘อิสริยะ’ เปรียบเทียบว่า ในหลายประเทศ บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Google, AWS, Microsoft, หรือ Meta มักต้องแข่งขันกันเสนอผลประโยชน์ให้กับเมืองหรือชุมชนที่ต้องการเข้าไปลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานคนในพื้นที่ การพัฒนาทักษะแรงงาน การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม หรือโครงการเพื่อชุมชน
แต่ภาพในไทยกลับตรงกันข้าม เพราะภาครัฐเป็นฝ่ายแข่งขันกันมอบสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุน
แม้ล่าสุด BOI จะประกาศปรับหลักเกณฑ์การส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ให้เข้มงวดขึ้น โดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เกณฑ์ดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลังกับโครงการที่ได้รับอนุมัติไปแล้ว
‘อิสริยะ’ จึงเสนอให้รัฐบาลระงับการอนุมัติสิทธิประโยชน์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการชั่วคราว เร่งออกมาตรการกำกับดูแลด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงตรวจสอบโครงการที่ได้รับอนุมัติไปก่อนหน้านี้ว่ามีผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบมากน้อยเพียงใด

BOI ย้ำการลงทุนได้ประโยชน์หลายฝ่าย

ด้าน ‘นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์’ เลขาธิการ BOI ระบุว่า เป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้วัดจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับไทย ทั้งการสร้างงานคุณภาพ การพัฒนาทักษะบุคลากร การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็วที่สุด

ส่วน ‘อิสริยะ’ ยังเห็นว่า เมื่อจำนวนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลักเกณฑ์เดิมอาจไม่เพียงพอ และควรมีมาตรการกำกับดูแลด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น

ที่มา: Facebook อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์, กรมประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา