ทรัมป์และสี จิ้นผิง กลับมาคุยประเด็นสงครามการค้าอีกรอบ แรงกดดันกลับตกอยู่ที่จีน

หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้พบปะหารือในเรื่องประเด็นของสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศแล้วนั้น แรงกดดันหลังจากนี้อาจอยู่ที่ผู้นำจีนว่าจะหาทางออกเหล่านี้ได้ยังไง ขณะที่ประเด็นต่างๆ อย่างเช่น เรื่องการขโมยเทคโนโลยี ฯลฯ กำลังเร่งให้จีนต้องหาทางออกเหล่านี้อยู่

ประธานาธิบดีทรัมป์และ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในการเจรจา 2 ฝ่าย ที่ประเทศจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 – ภาพโดย Shealah Craighead จากเว็บไซต์ทำเนียบขาว

หลังจากสงครามการค้าได้สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจีนมากกว่าที่คิด โดยล่าสุดในการประชุม G20 ที่ประเทศอาร์เจนตินา ทั้ง 2 ผู้นำได้มีการพบปะหารือในประเด็นนี้บ้างแล้ว โดยทางด้านประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อถึงเรื่องของการเจรจาระหว่างเขากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนว่า การพบปะหารือในรอบนี้เป็นที่น่าพอใจมาก

ทรัมป์เองยังได้กล่าวเสริมว่า เขาและประธานาธิบดีจีน ได้มีข้อตกลงร่วมกันบางอย่าง และเป็นข้อตกลงที่ยุติธรรมกับทุกฝ่าย และยังรวมไปถึงประเด็นปัญหาของเกาหลีเหนืออีกด้วย ทำให้นักลงทุนคาดว่าท้ายที่สุดแล้วสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศจะจบด้วยการเจรจาที่ดี

ล่าสุดยังรวมไปถึงการที่ทรัมป์ได้กล่าวเรื่องนี้กับทีมงานของเลขาคณะรัฐมนตรีให้เตรียมร่างข้อสัญญาที่เป็นไปได้ในการทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อที่จะหยุดยั้งการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมากไปกว่านี้ด้วย

โดยก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้ประกาศที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็นมูลค่ากว่า 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมให้กับประเทศจีน ซึ่งได้สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาแล้ว

ไม่เหมือนคุยไว้นี่นา

อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าทรัมป์เองจะกล่าวว่าการเจรจาเป็นไปได้ด้วยดี แต่เรื่องนี้ได้สร้างแรงกดดันให้กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในการทำข้อตกลงการค้า และรวมไปถึงการปฏิรูปนโยบายเกี่ยวกับการค้าด้วย ในช่วงปีที่ผ่านมาหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยกนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ทางด้านจีนเองเป็นผู้ที่สนับสนุนการค้าเสรี แต่อีกด้านหนึ่งจีนก็ยังไม่ได้ปฏิรูปนโยบายนี้มากนัก

ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้เปิดกว้างเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นให้ชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจธนาคาร ประกันภัย บริษัทหลักทรัพย์ รวมไปถึงบริษัทจัดการกองทุน ให้ชาวต่างชาติถือหุ้นได้เกิน 51% หรือแม้แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่พยายามลดภาษีนำเข้าสินค้าโดยเฉพาะรถยนต์ จาก 25% เหลือ 15%

ภาพจาก Shutterstock

ความคาดหวังที่มากกว่านั้น

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะคิดแบบที่จีนคิด โดยนักลงทุนจากนานาชาติมีคาดหวังที่ว่าจีนจะปฏิรูปโดยเฉพาะการถือหุ้นจากต่างชาติให้มีหลากหลายอุตสาหกรรมมากกว่านี้ แต่จีนกลับใช้เวลาในช่วงที่ผ่านมาอย่างเชื่องช้า ซึ่งดูได้จากอันดับขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ที่วัดในเรื่องการเปิดกว้างในการลงทุนจากต่างประเทศ จีนได้อันดับที่ 59 จาก 62 ประเทศที่อยู่ในดัชนีนี้

ยังรวมไปผลสำรวจจากหอการค้าของสหภาพยุโรปฯ ที่ลงทุนในประเทศจีน ผลสำรวจในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแสดงกว่าบริษัทต่างๆ ยังกังวลถึงเรื่องข้อกำหนดที่มากเกินไปจากหน่วยงานต่างๆ ในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ฯลฯ ทำให้บริษัทเหล่านี้พลาดในการลงทุนในประเทศจีน และบริษัทที่อยู่ในผลสำรวจหวังว่ารัฐบาลจีนจะผ่อนคลายเรื่องนี้มากขึ้นในอนาคต

ยังมีประเด็นเรื่องการขโมยเทคโนโลยี

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่กดดันผู้นำจีนอยู่คือเรื่องของการขโมยเทคโนโลยีบริษัทต่างชาติ รวมไปถึงประเด็นการบังคับบริษัทต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก ถ้าหากบริษัทเหล่านี้ต้องการที่จะสร้างโรงงานผลิตในประเทศจีน

ล่าสุดยังรวมไปถึงประเด็นที่มีการจารกรรมข้อมูล รวมไปถึงการขโมยเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกาอย่างกรณีของบริษัท Micron อีก เรื่องเหล่านี้กำลังเป็นประเด็นที่จะกดดันผู้นำจีนให้หาทางลงจากประเด็นนี้ ซึ่งเรื่องนี้จะกระทบกับความเชื่อมั่นของบริษัทต่างชาติที่รอโอกาสมากมายในประเทศจีนว่าจีนจะเปิดกว้างในเรื่องนี้จริงๆ ได้หรือไม่

ที่มาSouth China Morning Post, Bloomberg [1], [2],[3]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Comments

mm
คอลัมนิสต์ Brand Inside เขาคือผู้ที่สนใจในเรื่องของตลาดทุนทั้งในและต่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน TMT (Technology, Media, Telecom) การควบรวมกิจการ รวมไปถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของต่างประเทศ