จีนเตรียมปั๊มเงินเข้าเศรษฐกิจอีก 1.2 ล้านล้านหยวน หลังจากเศรษฐกิจชะลอตัว

ธนาคารกลางจีนได้ประกาศปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นวิธีผ่อนคลายทางเศรษฐกิจของจีนอีก 1 วิธี โดยธนาคารกลางจีนคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารกลางจีนประกาศปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ หรือ RRR ลง 1% ทำให้จะมีเม็ดเงินจำนวนกว่า 1.2 ล้านล้านหยวน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของจีนทันที โดยจะมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ และธนาคารกลางคาดว่าการปรับลด RRR จะไม่ทำให้ค่าเงินหยวนนั้นผันผวน

สำหรับเม็ดเงิน 1.2 ล้านล้านหยวน แยกได้โดย 750,000 ล้านหยวนจะเป็นเม็ดเงินจากธนาคารกลางที่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ส่วนอีก 450,000 ล้านหยวนจะเป็นเงินชดเชยเงินกู้ระยะกลางจากธนาคารกลาง โดยเงินที่เข้าระบบเหล่านี้ธนาคารกลางจีนคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ เพิ่มความคึกคักทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก บริษัทที่เน้นผลิตสินค้าทางนวัตกรรม เป็นต้น

ก่อนหน้าที่จะมีการปรับลดสำรองนั้นธนาคารขนาดใหญ่ของจีนต้องมีสัดส่วนสำรอง 15.5% ส่วนธนาคารขนาดเล็กมีสัดส่วนสำรองอยู่ 13.5% ก่อนหน้านี้ธุรกิจในจีนบางอุตสาหกรรมเริ่มพบปัญหาต้นทุนทางการเงินที่สูงเกินไป เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

ยังรวมไปถึงในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา New York Times รายงานว่าประชาชนจีนเริ่มมีการจับจ่ายน้อยลง สอดคล้องกับตัวเลขยอดค้าปลีกในปีนี้ของจีนต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี นอกจากนี้บริษัทจีนบางแห่งล้มละลาย เนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้ได้

ผ่อนคลายจากเรื่องสงครามการค้า

การที่ธนาคารกลางจีนประกาศปรับลด RRR ในสถานการณ์เช่นนี้ เป็นการผ่อนคลายสถานการณ์ในช่วงที่เศรษฐกิจจีนพบกับความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา-จีน ซึ่งสหรัฐเตรียมที่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้ามูลค่า 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเติม

Robin Xing นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจของ Morgan Stanley ได้วิเคราะห์ว่า นโยบายผ่อนคลายครั้งนี้ของจีนเป็นความพยายามที่จะทำให้เศรษฐกิจจีนไม่สะดุดจากสงครามการค้า

ที่มาBloomberg, Caixin Global, New York Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Comments

mm
คอลัมนิสต์ Brand Inside เขาคือผู้ที่สนใจในเรื่องของตลาดทุนทั้งในและต่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน TMT (Technology, Media, Telecom) การควบรวมกิจการ รวมไปถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของต่างประเทศ