[วิเคราะห์] ทำไม Trade war ระหว่างจีน-สหรัฐ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าที่สุดในเอเชีย

Trade war สงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐฯ และจีน นอกจากสร้างความกังวลไปทั่วโลก ยังทำให้การส่งออกของไทยหดตัว ล่าสุดค่าเงินบาทปรับแข็งค่าที่สุดในเอเชีย มาจากสาเหตุอะไรบ้าง?

ภาพจาก Shutterstock

Trade War ทำค่าเงินบาทแตะ 31.33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าที่สุดในรอบ 3 เดือน

Trade War ระหว่างสหรัฐ-จีน ยังค้างคา การเจรจาการค้าไม่ชัดเจน ทำให้ทั่วโลกกังวลว่าเศรษฐกิจและการค้าในตลาดโลกจะแย่ลง ในส่วนประเทศไทยได้รับผลกระทบเต็มๆ ทั้งการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน ล่าสุดค่าเงินบาท (4 มิ.ย. 2019) อยู่ที่ 31.33  บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพียงวันเดียวแข็งค่าขึ้น 1.02% จากวันศุกร์ 31 พ.ค. 2019 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบันค่าเงินบาทที่ 31.33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าแข็งค่าที่สุดในเอเชีย โดยแข็งค่า 39% เมื่อเทียบกับต้นปี 2019 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ค่าเงินบาทยังแข็งค่าเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ทั่วโลก โดย Trade war ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าใน 3 ด้าน ได้แก่

  1. เมื่อ Trade war ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ในสหรัฐ เช่น ขายหุ้น ขายพันธบัตร ขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ถืออยู่แล้วเข้าซื้อ Safe Haven เช่น สกุลเงินต่างประเทศ ทองคำ
    โดยราคาทองคำโลกวันที่ 4 มิ.ย.อยู่ที่ 1,325 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นภายใน 3 วัน จากที่อยู่ระดับ 1,280 ดอลลาร์สหรัฐ โดยนักลงทุนต้องซื้อทองผ่านสกุลเงินเอเชีย ทำให้ค่าเงินในเอเชียปรับตัวแข็งค่าขึ้น
  2. Trade war ทำให้ภาพรวมการค้าทั่วโลกชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันในภาคธุรกิจลดลงทั่วโลกทำให้ราคาน้ำมันวันนี้อยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 10% จากสัปดาห์ก่อน (27 พ.ค. 2019) ที่ราคาน้ำมันอยู่ที่ 69-70 ดอลลารสหรัฐต่อบาเรล
    ทั้งนี้เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะทำให้มูลค่าการนำเข้าน้ำมันของไทยลดลง และอาจจะทำให้ประเทศไทยกลับมาเกินดุลการค้าและค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
  3. หาก Trade war ยังรุนแรงยิ่งขึ้น ตลาดโลกเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงทันที ทำให้ปัจจุบันผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงแตะระดับ 2.09% ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 20 เดือน

อย่างไรก็ตามสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า ยังมาจากประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่เป็นสกุลหลักของโลกอ่อนค่าลงอย่างหนัก เห็นได้จาก ดัชนีดอลลาร์เทียบสกุลเงินหลัก (Dollar Index) ปรับตัวลงมาที่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ เพราะทั่วโลกกังวลกับทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นสหรัฐที่อาจแย่ลง ทำให้ดัชนี S&P500 เหลือผลตอบแทนเพียง 9.5% ตั้งแต่ต้นปี ถือว่าผลตอบแทนไม่ได้ดีกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ในโลก

ภาพจาก Shutterstock

อนาคตค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร?

จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย บอกว่า ในระยะสั้นเชื่อว่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าเร็วเกินไป และมีความผันผวนสูง ทำให้ระหว่างวันจะชะลอการแข็งค่าลง แต่ในระยะยาว คาดว่าค่าเงินบาทยังมีปัจจัยกดดันต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปี 2019 ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าแตะ 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้น้อยลง

“หลังจากนี้ต้องจับตาการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ และท่าทีของ FED ถ้าคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดเห็นด้วยกับการ “ลดดอกเบี้ย” มากขึ้น ก็เป็นไปได้ที่จะเห็นเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าต่อ ภายในสัปดาห์นี้ (4-7 มิ.ย.) คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.25 -32.75 บาทต่อดอลลาร์”

ทั้งนี้คาดว่า Trade war ยังไม่มีข้อสรุปการค้าภายในไตรมาส 3 ปี 2019 นี้ ทำให้นักลงทุนในตลาดปิดรับความเสี่ยงเทขายหุ้นทั่วโลก และเลือกถือสกุลเงินที่เป็น Safe Haven  อย่างไรก็ตามหาก FED ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาศที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้น

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บอกว่า ค่าเงินบาทสัปดาห์นี้คาดว่าเคลื่อนไหวในกรอบ 31.20-31.55 ต่อดอลลาร์ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเพราะมีเงินไหลเข้าไทย โดยวันที่ 4 มิ.ย.มีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้น 17,600 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 4,600 ล้านบาท

สรุป

เมื่อไทยเปิดประเทศ ค่าเงินบาทย่อมเคลื่อนไหวตามภาวะตลาด ช่วงนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเพราะ 1. มีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาตามการเพิ่มน้ำหนักลงทุนในดัชนี MSCI 2.ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 3. สกุลหลักของโลกอย่างสหรัฐอ่อนค่าลง แต่ไม่ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าหรืออ่อนค่า ก็ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเรื่องพื้นฐานในประเทศให้มากขึ้นรวมถึงความชัดเจนเรื่องการเมืองด้วย

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา