ต่อไปถึงคิว iPhone ไหม? นักวิเคราะห์คาด ต้นทุนการผลิตพุ่ง 25% ราคาขายเพิ่มขั้นต่ำ 200 ดอลลาร์ฯ

สาวก Apple มีสะดุ้งกันไม่น้อยเมื่อคืนนี้ หลังบริษัทประกาศปรับขึ้นราคาสินค้าหลายกลุ่มทั่วโลก โดย Mac และ iPad หลายรุ่นมีราคาเพิ่มขึ้นราว 15-25% หรือบางรุ่นเพิ่มมากกว่า 200 ดอลลาร์ฯ

Apple ยอมรับตรงๆ ว่า สาเหตุการขึ้นราคามาจากต้นทุนชิปหน่วยความจำ (DRAM) และชิปจัดเก็บข้อมูล (NAND) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ก่อนหน้านี้ ‘Tim Cook’ ซีอีโอ Apple อธิบายว่า บริษัทพยายามรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เพื่อหลีกเลี่ยงการผลักภาระไปยังผู้บริโภค แต่สถานการณ์เริ่มไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป

สาเหตุเป็นเพราะความต้องการหน่วยความจำสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI โดยเฉพาะหน่วยความจำ High Bandwidth Memory (HBM) ทำให้ซัพพลายชิปหน่วยความจำในตลาดลดลง ขณะที่ผู้ผลิตชิปก็ทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นมายังลูกค้า

ส่วนในแถลงการณ์เมื่อคืนนี้ Apple ระบุว่า บริษัทไม่เคยเห็นต้นทุนชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น “มากและเร็ว” ขนาดนี้ และแม้จะพยายามปกป้องลูกค้าจากการปรับขึ้นราคามาโดยตลอด แต่ก็ถึงจุดที่จำเป็นต้องเริ่มปรับราคาสินค้าหลายกลุ่ม ซึ่งเริ่มจาก Mac และ iPad

แม้ iPhone จะยังไม่ถูกปรับราคาในรอบนี้ แต่คำถามที่หลายคนเริ่มสงสัยคือ เมื่อ Apple ยอมขึ้นราคา Mac และ iPad แล้ว iPhone จะเป็นรายต่อไปหรือไม่?

‘The Wall Street Journal’ อ้างอิงข้อมูลจากบริษัทวิจัย ‘TechInsights’ ประเมินว่า ต้นทุนการผลิต ‘iPhone 18 Pro’ ซึ่งใช้เป็นแบบจำลองในการวิเคราะห์ อาจเพิ่มขึ้นถึง 25% ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ Apple จะต้องปรับขึ้นราคา iPhone รุ่นใหม่

หนึ่งในต้นตอของปัญหานี้ เกิดจากการแข่งขันแย่งชิงชิปหน่วยความจำระหว่าง ‘ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์’ กับ ‘ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่ลงทุนด้าน AI’

ปัจจุบัน ศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI ต้องการชิปหน่วยความจำ DRAM และชิปจัดเก็บข้อมูล NAND ในปริมาณมหาศาล ผู้ผลิตชิปจึงหันไปผลิตชิประดับองค์กรที่สร้างกำไรได้มากกว่า ส่งผลให้ซัพพลายสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปลดลง และราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

TechInsights คาดว่าภายในช่วงเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ ราคาของ DRAM และ NAND จะเพิ่มขึ้นราว 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน

หากอ้างอิงสเปกของ ‘iPhone 17 Pro’ รุ่นความจุเริ่มต้นที่ใช้ DRAM 12GB และ NAND 256GB Apple มีต้นทุน DRAM อยู่ที่ประมาณ 39 ดอลลาร์ฯ (1,303.38 บาท) และ NAND อยู่ที่ 13 ดอลลาร์ฯ (434.46 บาท)

ส่วน ‘iPhone 18 Pro’ ต้นทุนของ DRAM อาจพุ่งขึ้นเป็น 145 ดอลลาร์ฯ (4,845.90 บาท) ขณะที่ NAND อาจเพิ่มเป็น 51 ดอลลาร์ฯ (1,704.42 บาท)

เมื่อรวมกับต้นทุนชิ้นส่วนและการผลิตอื่นๆ ที่อยู่ราว 530 ดอลลาร์ฯ (17,712.60 บาท) ต้นทุนการผลิต iPhone 17 Pro อยู่ที่ประมาณ 582 ดอลลาร์ฯ (19,450.44 บาท) แต่ iPhone 18 Pro อาจเพิ่มขึ้นเป็น 726 ดอลลาร์ฯ (24,262.92 บาท) หรือสูงขึ้นประมาณ 25%

หาก Apple ต้องการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับใกล้เคียงเดิม ราคาขายของ iPhone 18 Pro อาจต้องเพิ่มจาก 1,099 ดอลลาร์ฯ เป็นราว 1,371 ดอลลาร์ฯ แต่ด้วยแนวทางการตั้งราคาที่มักใช้ตัวเลขมาตรฐาน นักวิเคราะห์มองว่าราคาเริ่มต้นที่ 1,299 ดอลลาร์ฯ (43,412.58 บาท) มีความเป็นไปได้มากกว่า

สำหรับราคาในไทย ตอนนี้อาจยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าจะขยับขึ้นเท่าไร แต่ถ้า Apple ปรับราคาในตลาดโลก ก็มีโอกาสที่ราคาในไทยจะปรับขึ้นตามเช่นกัน เพราะการตั้งราคาของ Apple ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ภาษี และกลยุทธ์ในแต่ละตลาด

นอกจากนี้ หาก iPhone รุ่นใหม่มาพร้อมระบบกล้องที่มีต้นทุนสูงขึ้นตามที่ ‘Ming-Chi Kuo’ นักวิเคราะห์ซัพพลายเชนคาดการณ์ ราคาเริ่มต้นก็อาจขยับไปแตะ 1,399 ดอลลาร์ฯ (46,754.58 บาท) หรือสูงกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม iPhone, Apple Watch, และ AirPods ยังไม่มีการปรับราคาในรอบนี้ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า Apple อาจเลือกชะลอการขึ้นราคาไว้จนถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในเดือนกันยายน ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่

หากการประเมินของ TechInsights เป็นจริง ผู้บริโภคอาจไม่ได้จ่ายแพงขึ้นเพราะฟีเจอร์ AI หรือฮาร์ดแวร์ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องรับผลกระทบจากการแข่งขันแย่งชิงชิปหน่วยความจำเพื่อรองรับการเติบโตของ AI ที่กำลังผลักดันให้สินค้าเทคโนโลยีหลายประเภทมีราคาสูงขึ้น

หมายเหตุ: 1 ดอลลาร์ฯ = 33.42 บาท

ที่มา: The Wall Street Journal [1][2], 9to5 Mac [1][2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา