ไทยกำลังจะขาดแคลน ‘ปุ๋ยเคมี’ ราคาอาจพุ่งถึง 40% กระทบ สินค้าเกษตร ผลิตได้น้อยลง

หรือการไลฟ์ขายปุ๋ยจะเป็นอีกหนึ่งทางออก?

agriculture

ณ วันนี้ หลายคนคงทราบดีว่า สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อชีวิตคนไทยอย่างไรบ้าง ทั้งในแง่ราคาน้ำมันและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเร็วๆ นี้ ภาคเกษตรอาจได้รับผลกระทบหนักกว่าเดิม โดย ‘ธนาคารกรุงไทย’ พบว่า ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะขาดแคลน ‘ปุ๋ยเคมี’ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 34%

แม้ตัวเลขอาจดูไม่มากเท่าไร แต่ความจริงแล้ว ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีมากถึง 95% โดย 20-30% ของการขนส่งปุ๋ยเคมีทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ที่สำคัญ ตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมีที่สำคัญของโลก โดยส่งออกไปมากกว่า 60 ล้านตันในปี 2025

ดังนั้น หากสงครามตะวันออกกลางยังไม่ยุติ และปิดเส้นทางการสัญจรบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอยู่เรื่อยๆ ปุ๋ยเคมีก็จะกลายเป็นสินค้าหายากและมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น

อาจเริ่มขาดแคลนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เสี่ยงกระทบพืชเศรษฐกิจสำคัญ

agriculture

เมื่อมองในแง่ของการหาแหล่งนำเข้าอื่น ธนาคารกรุงไทยบอกว่า ตอนนี้ ประเทศผู้ส่งออกแม่ปุ๋ยรายใหญ่บางราย เริ่มจำกัดการส่งออกแล้ว เช่น จีนที่จำกัดการส่งออกแม่ปุ๋ยฟอสฟอรัสจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2026

หากมองสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้ ‘กระทรวงพาณิชย์’ เผยว่า ณ วันที่ 15 มีนาคม 2026 ไทยมีสต็อกปุ๋ยเคมีเพียง 1.116 ล้านตันเท่านั้น ขณะที่มีความต้องการใช้เฉลี่ยในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมราว 5-7 แสนตันต่อเดือน

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกรุงไทยประเมินว่า หากปิดช่องแคบฮอร์มุซนานถึง 3 เดือน โดยที่ไม่สามารถหาแหล่งอื่นมาทดแทนได้ ประเทศไทยจะเริ่มขาดแคลนปุ๋ยเคมีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นฤดูแห่งการเพาะปลูกพืชเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวนาปี มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือรัฐบาลกำลังเจรจาเพื่อนำเข้าปุ๋ยเคมีจากประเทศอื่น เช่น มาเลเซียกับบรูไน มาทดแทน ซึ่งหากสำเร็จไปได้ด้วยดี ไทยจะมีปุ๋ยเคมีพอให้ใช้ถึงเดือนสิงหาคม 2026

ราคานำเข้าสูงขึ้น กดกำไรผู้ประกอบการ

fertilizer

ในฝั่งของการผลิต หนึ่งในปุ๋ยเคมีสำคัญคือ ‘แม่ปุ๋ยยูเรีย’ ที่ไทยนำเข้าถึง 71% ของแม่ปุ๋ยไนโตรเจนทั้งหมด โดยส่วนมากมาจากซาอุดิอาระเบีย โอมาน และกาตาร์

การที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทั่วโลกแบบนี้ ก็ส่งผลให้ราคาปุ๋ยเคมีสูงขึ้นเช่นกัน โดยราคาแม่ปุ๋ยยูเรียในเดือนมีนาคม 2026 เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ถึง 54% แล้ว เป็นเกือบ 24,000 บาทต่อตัน

ธนาคารกรุงไทยมองว่า ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียจะสูงขึ้นอีกในไตรมาส 2 ปี 2026 โดยอาจทะลุ 25,000 บาทต่อตัน ก่อนจะค่อยๆ ลดลงมา ส่งผลให้ราคานำเข้าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ราวๆ 20,000 บาทต่อตัน ซึ่งเพิ่มจากปี 2025 ถึง 40%

แม้ต้นทุนนำเข้าจะสูงขึ้น แต่ตามมาตรการการควบคุมของภาครัฐแล้ว ผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตปุ๋ยเคมีของไทย ไม่สามารถปรับราคาขายได้ ซึ่งอาจทำให้กำไรลดน้อยลง โดยกรณีที่แย่ที่สุดคือ อาจเผชิญกับภาวะขาดทุน

เกษตรกรไทยอยากใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลง ทำให้ผลผลิตน้อยลงด้วย

ในอีกมุมหนึ่ง ‘กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์’ เผยว่า หากราคาปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น 40% ต้นทุนค่าปุ๋ยของเกษตรกรไทยในการปลูกปาล์มน้ำมัน จะเพิ่มจาก 2,992 บาทต่อไร่ เป็น 4,188 บาทต่อไร่ ขณะที่การปลูกอ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าว จะเพิ่มจาก 1,000-1,300 บาทต่อไร่ เป็น 1,200-1,700 บาทต่อไร่

นอกจากนี้ ถ้าราคาปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น 40% จริง เกษตรกรจำนวนไม่น้อยก็จะหันไปใช้ปุ๋ยชีวภาพแทน ซึ่งส่งผลต่อปริมาณและมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร อาทิ

  • อ้อย: ปริมาณลดลง 1.84 ล้านตัน, มูลค่าลดลง 2,060 ล้านบาท
  • ปาล์มน้ำมัน: ปริมาณลดลง 8.46 แสนตัน, มูลค่าลดลง 5,149 ล้านบาท
  • มันสำปะหลัง: ปริมาณลดลง 6.47 แสนตัน, มูลค่าลดลง 1,170 ล้านบาท
  • ข้าวนาปี: ปริมาณลดลง 5.39 แสนตัน, มูลค่าลดลง 4,367 ล้านบาท
  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: ปริมาณลดลง 2.22 แสนตัน, มูลค่าลดลง 1,711 ล้านบาท
  • ข้าวนาปรัง: ปริมาณลดลง 1.98 แสนตัน, มูลค่าลดลง 1,519 ล้านบาท
  • ยางพารา: ปริมาณลดลง 7.7 หมื่นตัน, มูลค่าลดลง 4,692 ล้านบาท

ธนาคารกรุงไทยยังบอกอีกว่า ต่อให้ราคาปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นแค่ 1% ก็จะทำให้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรลดลงแล้ว

นี่คงเป็นอีกหนึ่งเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลไทยควรรีบหาทางออก เพราะทุกวันนี้ เกษตรกรไทยก็เผชิญปัญหามากมายอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นอาชีพที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้หลายอย่าง

Brand Inside หวังว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจะคลี่คลายโดยเร็ว และรัฐบาลไทยจะสามารถหาทางแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวเกษตรกรได้อย่างสร้างสรรค์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา