วิกฤตสุขภาพ ‘พระไทย’ 78% เสี่ยงอ้วน-ไขมัน-ความดัน เพราะคนไทยชอบใส่บาตรด้วย อาหารมัน-หวานจัด-เค็มจัด

ตักบาตรอย่าถามพระ แต่อาจจะต้องถามหน่อยหากสุขภาพต้องมาก่อน

สำหรับชาวพุทธ กิจวัตรอีกอย่างที่ทำกันเป็นประจำก็คือการใส่บาตร ทั้งอาหารคาวหวาน หรือเมนูที่ตั้งใจอุทิศให้กับผู้วายชนม์

แต่สำหรับพระสงฆ์ไทย มีรายงานด้านสุขภาพที่เรียกได้ว่าไม่น่าสบายใจเท่าไหร่ เพราะกว่า 78% ของพระสงฆ์ทั่วประเทศกำลังเสี่ยงป่วยด้วยโรคความดันสูง ไขมัน และโรคอ้วน โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญก็มาจากอาหารที่ญาติโยมเอามาใส่บาตรนี่เอง

เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ของพระสงฆ์ไทยมากขึ้น เราต้องมาดูข้อมูลจากโครงการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคพระภิกษุสามเณร ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2565-2568 โดย กระทรวงสาธารณสุข 

ที่บ่งบอกถึง 4 สัญญาณเตือนสำคัญ ของวิกฤตสุขภาพพระสงฆ์ไทยจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน 

สัญญาณที่ 1: จำนวนผู้ป่วยสะสมอยู่ในระดับสูง

จากสถิติพระสงฆ์และสามเณรทั่วประเทศ ที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) มีจำนวนสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 มีจำนวน 683,383 ราย ปี 2566 มีจำนวน 741,327 ราย และปี 2567 มีจำนวน 738,494 ราย

ซึ่งหากแยกตามช่วงอายุ พบว่ากลุ่มอายุ 60-69 ปี เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ 545,781 ราย ตามด้วยช่วงอายุ 50-59 ปี มีจำนวนสะสมอยู่ที่ 487,851 ราย

สัญญาณที่ 2: สามโรค NCDs หลัก ครองสถิติการเจ็บป่วยสูงสุด

สำหรับ NCDs สามโรคหลัก ก็คือโรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน ซึ่งทั้ง 3 โรคนี้ ครองสัดส่วนสถิติการเจ็บป่วยของพระสงฆ์มากที่สุด จากพระสงฆ์ทั่วประเทศปัจจุบันนี้พบว่ามีความเสี่ยงป่วยด้วยโรค NCDs มากถึง 78% 

แบ่งเป็น ภาวะไขมันในเลือดสูง 55% ภาวะอ้วน 44% ความดันโลหิตสูง 17% และน้ำตาลในเลือดสูง 15%

ซึ่งโรคความดันโลหิตสูง เป็นกลุ่มที่พบได้มากที่สุดในพระสงฆ์ที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกทั่วประเทศ อยู่ที่ 73,077 ราย

ขณะที่ผลการตรวจคัดกรองสุขภาพในพื้นที่กรุงเทพมหานคร บอกว่าสัดส่วนของพระสงฆ์ที่มีไขมันในเลือดสูงเกินมาตรฐานนั้นมีมากเกือบครึ่ง โดยมีปริมาณคอเลสเตอรอลสูงกว่า 200 mg/dL 

นอกจากนี้ภาวะโรคอ้วนในพระสงฆ์ไทย ก็ยังมีสัดส่วนที่สูงอีกด้วย โดยในปี 2565 อยู่ที่ 44.33% ปี 2566 อยู่ที่ 44.95% ปี 2567 อยู่ที่ 37.83% และปี 2568 อยู่ที่ 35.73%

สัญญาณที่ 3: อัตราเสี่ยงภาวะเบาหวาน ยังเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

แม้จะยังเรียกไม่ได้ว่าป่วยโรคเบาหวานเต็มตัว แต่พระสงฆ์ที่อยู่ในกลุ่ม ‘ภาวะเสี่ยง’ ก็มีไม่น้อย จากการที่ร่างกายเริ่มมีความผิดปกติในการจัดการน้ำตาล แถมจำนวนนี้ยังเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างเห็นได้ชัด 

  • ปี 2565 พบภาวะเสี่ยงเบาหวาน 7.92% (72 รูป)
  • ปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 8.88% (98 รูป)
  • ปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 16.93% (149 รูป) 
  • ปี 2568 ตรวจพบสูงถึง 18.60% (148 รูป)

สัญญาณที่ 4: โรค NCDs ที่ลุกลาม สู่ภาวะแทรกซ้อนและการมรณภาพ

จากความเสี่ยง สู่การรักษาโรคแบบเต็มตัว และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนจากโรค NCDs ที่ลุกลาม จนต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

จากสถิติของผู้ป่วยใน (IPD) พบพระสงฆ์ป่วยด้วยโรคเบาหวาน จำนวน 1,868 ราย โรคสมองขาดเลือดหรืออัมพฤกษ์อัมพาต 1,822 ราย และภาวะหัวใจล้มเหลว 1,726 ราย

นอกจากนี้ร่างกายที่เสื่อมโทรมลงจากอาการป่วยเรื้อรังยังทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เป็นเหตุให้ ‘โรคปอดอักเสบ’ กลายมาเป็นสาเหตุการมรณภาพอันดับ 1 ของพระสงฆ์ติดต่อกันถึง 3 ปี

‘อาหารใส่บาตร’ ปัจจัยหลักเพิ่มความเสี่ยงสุขภาพพระสงฆ์ไทย

ทั้งหมดที่เราพูดกันมา ไม่ว่าจะเป็นสถิติที่บ่งบอกว่าสุขภาพพระสงฆ์ไทยกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต หรือจำนวนของผู้ที่มีภาวะเสี่ยงที่เพิ่มสูงมากขึ้น ทั้งหมดนี้มีสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่ใส่บาตร

จากอาหารที่มีรสชาติหวานจัด เค็มจัด และมีไขมันสูง ทำให้พระสงฆ์ฉันอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ภาวะเสี่ยงของโรคอย่างที่เราได้พูดไปก่อนหน้า

เพราะแบบนี้จึงทำให้เกิดโครงการใหม่จากทาง สสส. ที่ต้องการรณรงค์ให้พุทธศาสนิกชนตระหนักรู้ถึงภัยเงียบที่มาจากอาหาร ด้วยโครงการ “ตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระ” ลดหวาน ลดมัน และเลี่ยงเค็ม เพื่อสุขภาพของพระสงฆ์ในระยะยาว

การใส่บาตรอาจเป็นแง่มุมที่หลายคนไม่เคยนึกถึงมาก่อน แต่โครงการนี้ก็ได้สื่อสารให้เห็นแบบชัดๆ ว่ากิจวัตรของชาวพุทธ ควรมาพร้อมกับการตระหนักรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพของพระสงฆ์ที่ต้องฉันอาหารจากญาติโยมในทุกวัน

ในระยะยาว วิกฤตสุขภาพพระสงฆ์ไทยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นหรือไม่ก็คงต้องจับตากันต่อไป แต่อย่างน้อยโครงการของ สสส. ในครั้งนี้ ก็ทำให้คนที่อ่านบทความนี้รู้แล้วว่าความเสี่ยงที่พระสงฆ์ไทยต้องเผชิญคืออะไร แล้วอาหารมีส่วนอย่างไรบ้าง

คนไทยตั้งใจทำบุญเสมอ แต่บางครั้งอาหารที่เราคิดว่าดี อาจไม่ใช่อาหารที่ดีที่สุดต่อสุขภาพของพระสงฆ์ก็เป็นได้

ที่มา: สสส.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา