ตลาด EV ไทยโตแรง แต่เริ่มถึงจุดอิ่มตัว? เมื่อค่ายรถใหญ่เริ่มมองอนาคตไม่เหมือนกัน

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ จากวันที่ EV ยังเป็นทางเลือกของผู้บริโภคกลุ่มเล็ก วันนี้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นตัวเลือกที่จับต้องได้มากขึ้น

ภาพนี้สะท้อนผ่านตัวเลขจาก ‘ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์’ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ที่ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่ยังรักษาสถานะผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของอาเซียนไว้ได้ โดยในปี 2568 ตลาดรถยนต์ในประเทศเติบโต 9% ขณะที่รถยนต์พลังงานทางเลือกมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเองก็ขยายตัวอย่างชัดเจน โดย ‘ฟอร์ด ประเทศไทย’ ระบุว่าสัดส่วนการจดทะเบียนรถ EV ในไทยเพิ่มขึ้นจากเพียง 2% ในปี 2564 มาอยู่ที่ราว 23% ในปี 2568 ส่วนยอดผลิต BEV ในประเทศก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากแรงหนุนของมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5

แต่แม้ตัวเลขจะดูสดใส คำถามสำคัญของตลาดอาจไม่ใช่ว่า EV จะโตต่อหรือไม่ แต่คือ EV จะโตได้อีกมากแค่ไหน

เพราะเมื่อฟังมุมมองจากผู้บริหารค่ายรถต่างๆ กลับพบว่า ภาพอนาคตของ EV ไทยไม่ได้ชัดไปในทิศทางเดียวกัน บางแบรนด์มองว่าตลาดกำลังเข้าใกล้ ‘จุดอิ่มตัว’ เร็วกว่าที่คิด ขณะที่บางรายยังเชื่อว่านี่เป็นเพียง ‘จุดเริ่มต้น’ ของการเปลี่ยนผ่าน

EV ไทยกำลังเข้าสู่จุดอิ่มตัว

‘ฟอร์ด’ เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มองว่าการเติบโตของ EV ไทยอาจเริ่มชะลอลง โดยประเมินว่าในปี 2569 สัดส่วนตลาดอาจยังทรงตัวใกล้ระดับเดิม มากกว่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนที่ผ่านมา

‘รัฐการ จูตะเสน’ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย อธิบายว่าเหตุผลสำคัญคือสิ่งที่บริษัทเรียกว่า ‘pull-ahead demand’ หรือการที่ดีมานด์ในอนาคตถูกดึงให้เกิดเร็วขึ้น จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐและสงครามราคาที่เกิดขึ้นในตลาด โดย ‘ฟอร์ด’ ประเมินว่าความต้องการซื้อที่ถูกดึงมาแล้วอาจมีมากถึงราว 20,000 คัน

พูดอีกแบบคือ ยอดขายที่พุ่งขึ้นในช่วงก่อนหน้า อาจไม่ได้มาจากผู้ซื้อหน้าใหม่ทั้งหมด แต่เป็นผู้บริโภคที่ตัดสินใจเร็วกว่ากำหนด

‘ฟอร์ด’ ไม่ใช่รายเดียวที่มองเช่นนั้น เพราะ ‘ฮุนได ประเทศไทย’ ก็ประเมินไปในทิศทางใกล้เคียงกัน โดยประเมินว่าตลาด EV อาจไปได้ราว 120,000 คัน เพราะยังมีผู้บริโภคอีกจำนวนมากที่ไม่พร้อมเปลี่ยนจากรถน้ำมันมาเป็น EV เต็มตัว

ที่น่าสนใจคือ ‘วัลลภ เฉลิมวงศาเวช’ กรรมการผู้จัดการ ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย มองว่าตัวเลขส่วนแบ่งตลาดที่ดูเติบโต อาจไม่ได้สะท้อนการขยายตัวจริงเสมอไป 

หากยอดขายรถยนต์รวมทั้งประเทศลดลง แต่ยอด EV ยังขายได้ในระดับเดิม สัดส่วนของ EV ก็จะดูสูงขึ้นทันที แม้จำนวนคันจริงจะไม่ได้เพิ่มขึ้น นั่นทำให้ภาพการเติบโตของ EV อาจไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่ตัวเลขบนหน้ากระดาษบอก

เศรษฐกิจไทยก็กระทบกำลังซื้อด้วย

อีกปัจจัยที่ทุกค่ายยังต้องเผชิญคือ ‘ภาวะเศรษฐกิจ’ แม้ราคาน้ำมันที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจดูเหมือนเป็นแรงส่งให้ผู้บริโภคหันมามอง EV มากขึ้น แต่พฤติกรรมจริงกลับไม่ได้เปลี่ยนชัดขนาดนั้น

‘รัฐการ’ ระบุว่ายอดจองรถเครื่องยนต์สันดาปลดลง 25-30% ขณะที่ยอดจอง EV เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 10% เท่านั้น สะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนหนึ่งอาจไม่ได้เปลี่ยนจากรถน้ำมันไปหา EV แต่กำลังชะลอการซื้อรถใหม่เพราะความกังวลด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อ

ในอีกด้านหนึ่ง แม้ EV จะเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นจากการแข่งขันด้านราคา แต่สิ่งที่ตามมาคือ ‘แรงกดดัน’ ต่อผู้ผลิต

‘วัลลภ’ ชี้ว่าตลาดรถยนต์กำลังขยับจากกลุ่มราคาหลัก 700,000 ถึง 1 ล้านบาท ลงมาอยู่ในช่วง 300,000-600,000 บาทมากขึ้น ซึ่งสะท้อนการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นอย่างชัดเจน ราคาที่ถูกลงช่วยให้ตลาดขยาย แต่ก็กดดันกำไรของผู้ผลิตเช่นกัน

สำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องลงทุนมหาศาลทั้งด้านเทคโนโลยี แบตเตอรี่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ คำถามจึงไม่ใช่แค่ขายได้หรือไม่ แต่คือขายแล้วเหลือกำไรพอจะลงทุนต่อหรือไม่

บางค่ายหันมาซบ ‘ไฮบริด’

เมื่อภาพอนาคตยังไม่ชัด ค่ายรถแต่ละรายจึงเริ่มเลือกเดิมพันคนละทาง

‘โตโยต้า ประเทศไทย’ เลือกแนวทางที่ประนีประนอมมากกว่า ด้วยการให้น้ำหนักกับ ‘รถไฮบริด’ ต่อเนื่อง แทนที่จะเร่งเดิมพันกับ EV เต็มรูปแบบ

‘โนริอากิ ยามาชิตะ’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ระบุว่าตลาดรถยนต์ไทยโดยรวมฟื้นตัวขึ้น โดยยอดขายในปี 2568 เพิ่มขึ้น 8% มาอยู่ที่ประมาณ 621,000 คัน แต่ก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงของมาตรการสนับสนุน EV จากภาครัฐทำให้ตลาดเกิดความผันผวนอย่างมากในบางช่วง

ยอดขายที่พุ่งขึ้นผิดปกติในช่วงปลายปี 2568 และต้นปี 2569 ก่อนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สะท้อนว่าตลาดยังตอบสนองต่อแรงกระตุ้นระยะสั้นอย่างชัดเจน

สำหรับ ‘โตโยต้า’ คำตอบจึงอาจไม่ใช่ EV เพียงอย่างเดียว แต่คือการเปิดทางเลือกผ่านรถไฮบริดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

มุมมองนี้สอดคล้องกับ ‘ฮุนได’ ที่มองว่า EV ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเช่นกัน โดยประเมินว่าส่วนแบ่งตลาดของ EV อาจอยู่ที่ราว 30-35% ในระยะยาว และเทคโนโลยีอื่นอย่าง ‘EREV’ (Extended-Range Electric Vehicle) หรือแม้แต่ ‘ไฮโดรเจน’ อาจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่ถอยห่างจากรถยนต์ไฟฟ้า

หนึ่งในนั้นคือ ‘วอลโว่’ ที่ยังคงแสดงจุดยืนชัดเจนต่อ EV เพราะบริษัทมองว่าผู้บริโภคไทยปรับตัวเข้าสู่รถไฟฟ้าได้เร็วกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีอัตราการเข้าถึงรถ EV สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

‘คริส เวลส์’ กรรมการผู้จัดการ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทยและมาเลเซีย ชี้ว่าตัวเลขยอดขายของ ‘วอลโว่’ ในไทยสะท้อนภาพนี้ โดย 82% ของยอดขายเป็นรถ BEV และอีก 18% เป็นรถปลั๊กอินไฮบริด

แม้ตลาดโลกจะเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว แต่ ‘วอลโว่’ ยังคงยืนยันเป้าหมายการเป็นแบรนด์รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมมองว่าโครงสร้างพื้นฐานในไทยมีความพร้อมค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้แต่แบรนด์ที่เชื่อมั่นใน EV มากที่สุด ก็ยังคงทำตลาด PHEV ควบคู่กันไป เพื่อรองรับลูกค้าที่อาจยังไม่พร้อมเปลี่ยนทันที

อนาคตของ EV จะเป็นอย่างไร

สิ่งที่เห็นจากมุมมองของค่ายรถต่างๆ จึงไม่ใช่แค่ความเห็นที่แตกต่างกัน แต่คือการเดิมพันคนละแบบต่ออนาคตของอุตสาหกรรม

บางรายเชื่อว่าตลาด EV ไทยกำลังเริ่มแตะเพดานในระยะสั้น บางรายมองว่า EV เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ ขณะที่บางแบรนด์ยังเชื่อเต็มที่ว่านี่คือทิศทางหลักของอุตสาหกรรม

หากมองออกไปนอกประเทศไทย ความลังเลต่อ EV ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดนี้เช่นกัน

ล่าสุด ‘ฮอนด้า’ หนึ่งในค่ายรถที่เคยเดิมพันกับ EV อย่างจริงจัง ก็เริ่มปรับน้ำหนักกลยุทธ์กลับไปให้ความสำคัญกับรถไฮบริดมากขึ้น หลังความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในบางตลาดชะลอตัวลง และแรงสนับสนุนจากภาครัฐเริ่มเปลี่ยนทิศ

ที่มา: Bangkok International Motor Show 2026, Automotive Summit 2026

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา