Home Article Tencent หุ้นตกแรง หลังถูกสื่อของรัฐบาลจีนประณามเกมออนไลน์ว่าเป็น “ฝิ่นทางใจ” ทำลายคน

Tencent หุ้นตกแรง หลังถูกสื่อของรัฐบาลจีนประณามเกมออนไลน์ว่าเป็น “ฝิ่นทางใจ” ทำลายคน

Tencent และบริษัทในวงการเกมรายอื่นๆ พากันหุ้นตกทั้งกระดาน หลังโดนสื่อรัฐบาลจีนโจมตีเกมออนไลน์อย่างหนักหน่วง ส่งสัญญาณเตือนว่าทางการเตรียมเข้าควบคุม

ยาเสพติดดิจิทัล

หุ้นของบริษัทเกมในจีนตกฮวบ หลังหนังสือพิมพ์ Economic Information Daily ในเครือ Xinhua ของรัฐบาลจีนลงบทความโจมตีเกมออนไลน์ และเปรียบเทียบเกมว่าเหมือน “ฝิ่นทางใจ” โดยให้เหตุผลว่า “ไม่มีอุตสาหกรรมใด กีฬาใด ที่จะถูกปล่อยให้ทำลายคนทั้งรุ่นได้”

โดยบทความกล่าวว่าวัยรุ่นจำนวนมากเสพติดการเล่นเกมออนไลน์ โดยเฉพาะเกม Honor of Kings (RoV) ที่เป็นเกมที่มีความนิยมสูงสุดของ Tencent ที่บางคนเล่นถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน

ข่าวนี้ทำให้นักลงทุนหวั่นเกรงการแทรกแซงจากรัฐบาลในอนาคต ส่งผลกระทบถึงหุ้นของ Tencent ที่เป็นผู้นำตลาด และคู่แข่งอย่าง NetEase และรายอื่นๆ อีกด้วย โดย Tencent เองก็โดนรัฐเข้าควบคุมในหน่วยธุรกิจอื่นๆ เช่น ลิขสิทธิ์เพลงและการสตรีมเกมอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว

หุ้นของ Tencent Holdings ตกลงมากว่า 40% แล้วในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา

การควบคุมของรัฐบาลจีน

ในปีที่ผ่านมา ทางรัฐบาลจีนได้เริ่มเข้ามาควบคุมวงการเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรุนแรงมากขึ้น โดยนักวิเคราะห์มองว่ามีที่มาจากแนวคิดทางการเมืองของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ต้องการให้จีนแซงสหรัฐอเมริกาได้ในทุกๆ มิติ รวมถึงด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และ ความมั่นคงแห่งชาติ

ตั้งแต่การควบคุมวงการติวเตอร์ ปรับกฎหมายให้ดูแลสุขภาพจิตใจของเยาวชนให้ดีขึ้น หรือการพิจารณาสั่งให้ปรับโครงสร้างเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรก็ตาม หรือจะเป็นการควบคุมวงการฟินเทคและการแบนคริปโตเคอเรนซี่ ยังไม่รวมวงการแท็กซี่ เช่น Didi และวงการอีคอมเมิร์ซ เช่น การปรับเงิน Alibaba ก็ตาม ซึ่งจุดร่วมของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้คือ Big Data ที่ทางรัฐบาลจีนไม่ยอมให้หลุดออกไปนอกประเทศเป็นเด็ดขาด จนถึงขนาดระงับการ IPO ของบริษัทจีนในอเมริกาเลยทีเดียว 

ในด้านของวงการเกม ทาง Tencent ก็กำลังเตรียมใช้ระบบตรวจสอบใบหน้า เพื่อบังคับให้เยาวชนเล่นเกมหลังเวลานอนไม่ได้ หลังจากโดนเพ่งเล็งจากรัฐบาลไปเพราะไล่ซื้อสตูดิโอเกมจำนวนมาก

สรุป

เมื่อเริ่มเห็นทิศทางของรัฐบาลจีนแล้ว การเข้ากำกับบริษัทเอกชนที่อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยนีก็ไม่น่าแปลกใจอีกต่อไป แต่น่าจับตามองว่า ใครจะเป็นรายต่อไปมากกว่า ตอนนี้บริษัทจีนมีทางเลือกเพียงสองทางเท่านั้น คือ ยอมร่วมมือ ไม่ก็โดนยึดอำนาจแน่นอน

ที่มา – Reuters, Bloomberg, Blognone

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา