ของแพงขึ้น แต่ Apple อาจยิ่งขายดี นักวิเคราะห์คาดปีนี้ทำสถิติครองส่วนแบ่งสูงสุด เพราะต่อรองราคาชิปดีกว่าคู่แข่ง

ตั้งแต่เห็นข่าว MacBook ขึ้นราคา ยังเลือกไม่ได้เลยว่าจะขายไต หรือของานพี่แววเพิ่มดี?

ข่าวการขึ้นราคาสินค้า Apple หลายกลุ่มพร้อมกันทั่วโลก ทั้ง Mac, iPad, Vision Pro รวมถึงอุปกรณ์ภายในบ้าน โดยปรับขึ้นราคาราว 15-25% ทำเอาผู้ใช้หลายคนตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น และหลังจากนี้ควรยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์เดิมให้นานขึ้นหรือไม่

เพราะการปรับราคาครั้งนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา โดยปกติแล้ว Apple มักขึ้นราคาเฉพาะบางรุ่นเมื่อมีการอัปเกรดสเปก อย่าง iPhone 17 Pro ที่เพิ่มขึ้น 100 ดอลลาร์ฯ เมื่อปีก่อน แต่แทบไม่เคยปรับราคาพร้อมกันหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ในลักษณะนี้

ทว่าเบื้องหลังการขึ้นราคาครั้งนี้ กำลังสะท้อนผลกระทบจากการแข่งขันด้าน AI ที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จนสุดท้ายคนที่ต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นคือ ‘ผู้บริโภค’

คำถามที่ตามมาคือ ‘ผู้บริโภค’ คือกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนจริงหรือไม่? Brand Inside เล่าให้ฟังในบทความนี้

Apple แบกคนเดียวไม่ไหว เพราะต้นทุนชิปแพงเกิน

ในแถลงการณ์ขึ้นราคาสินค้า Apple ระบุว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำลังเผชิญความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI ทั่วโลก ทำให้ความต้องการชิปหน่วยความจำ (DRAM) และชิปจัดเก็บข้อมูล (NAND) เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนบริษัทไม่เคยเห็นราคาชิ้นส่วนปรับขึ้นรุนแรง และรวดเร็วเช่นนี้มาก่อน

ตลอดช่วงที่ผ่านมา Apple พยายามแบกรับต้นทุนเหล่านี้ไว้เอง แต่ตอนนี้บริษัทมองว่ามาถึงจุดที่ “ไม่สามารถตรึงราคาไว้ได้อีก” พร้อมยอมรับว่านี่ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับลูกค้า และยังคงหาทางลดผลกระทบที่เกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้ ‘Tim Cook’ ซีอีโอ Apple ก็เคยส่งสัญญาณไว้แล้วว่า การขึ้นราคาเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” เพราะซัพพลายชิปมีจำกัด ในขณะที่ความต้องการยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ผลิตชิปทยอยส่งต่อต้นทุนมายังผู้ผลิตอุปกรณ์

แถม ‘Cook’ เคยอธิบายว่า iPhone ได้รับผลกระทบจากวิกฤติหน่วยความจำน้อยกว่า Mac เนื่องจากข้อจำกัดของ iPhone ในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ชิปประมวลผลหลักมากกว่า จึงเป็นเหตุผลที่ Apple ยังไม่ปรับราคา iPhone ในรอบนี้

ข้อมูลจาก ‘TechInsights’ ระบุว่า ราคาชิป DRAM และ NAND เพิ่มขึ้นราว 4 เท่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ผลิตชิปหันกำลังการผลิตไปยังเซิร์ฟเวอร์ AI ซึ่งต้องใช้หน่วยความจำมากกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปหลายเท่า ส่งผลให้ชิปสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มขาดแคลน

แม้ iPhone จะยังไม่ถูกปรับราคาในรอบนี้ แต่ ‘Mark Gurman’ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจาะข่าววงในของ Apple อ้างอิง ‘Bloomberg Intelligence’ ว่าการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะรุ่น Pro และสมาร์ทโฟนจอพับ อาจทำให้ Apple มีโอกาสปรับราคาเพิ่มเติม หากต้นทุนชิ้นส่วนยังอยู่ในระดับสูง

ใครจะแบกไม่ไหวไม่รู้ แต่ผู้ผลิตชิปหุบยิ้มไม่อยู่

สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบเฉพาะบิ๊กเทคอย่าง Apple เท่านั้น ผู้ผลิตหลายรายอย่าง Microsoft, Samsung, Lenovo, HP, และ Dell ทยอยขึ้นราคาสินค้าเช่นกัน เพราะบริษัทพวกนี้ล้วนต้องใช้ชิปเป็นส่วนประกอบสำหรับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องรับภาระต้นทุน ผู้ผลิตชิปกลับอยู่ในช่วงขาขึ้นของธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือ ‘Micron Technology’ ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก และยังเป็นซัพพลายเออร์หลักของ Apple ด้วย

Micron เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด รายได้เพิ่มขึ้น 346% และทำอัตรากำไรขั้นต้นเกือบ 85% ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งเกือบ 16% หลังประกาศงบ พร้อมประเมินว่า ภาวะชิปตึงตัวอาจยืดเยื้อไปอย่างน้อยถึงปี 2570 สะท้อนว่าความต้องการชิปสำหรับ AI ยังไม่มีทีท่าจะชะลอลง

ด้าน ‘Cook’ เคยยอมรับตั้งแต่เดือนเมษายนว่า ปัญหาดังกล่าวไม่น่าจะคลี่คลายในเร็ววัน และข้อจำกัดด้านซัพพลายอาจลากยาวไปอีกหลายเดือน ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของ Micron ที่มองว่าตลาดชิปจะยังตึงตัวต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570

ที่น่าสนใจคือ Micron ยังสะท้อนอีกมุมหนึ่งของปัญหา โดยระบุว่าในช่วงตลาดชิปตกต่ำเมื่อปี 2566 ลูกค้ารายใหญ่บางรายกดราคาซื้อชิปจนผู้ผลิตไม่สามารถลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตได้ ส่งผลให้เมื่อความต้องการ AI ระเบิดขึ้นในเวลาต่อมา อุตสาหกรรมกลับไม่มีซัพพลายเพียงพอ

Micron ให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้กับ ‘The Wall Street Journal’ แม้บริษัทจะไม่ได้เอ่ยชื่อว่าเป็นใคร แต่หลายฝ่ายมองว่าหนึ่งในลูกค้าดังกล่าวคือ “Apple” ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการต่อรองราคากับซัพพลายเออร์มาโดยตลอด

วิกฤติเดียวกัน แต่นักวิเคราะห์มอง Apple กำลังได้เปรียบ

ตลาดหุ้นเองก็ตอบสนองต่อข่าวนี้ทันที โดยหุ้น Apple ปิดลดลง 6.1% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบด้านต้นทุน และความต้องการของผู้บริโภค

แม้ราคาหุ้นจะตอบสนองเชิงลบในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า ผลกระทบดังกล่าวอาจไม่เปลี่ยนภาพการเติบโตของ Apple ในระยะยาว แถมเชื่อว่าวิกฤติครั้งนี้อาจยิ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งของบริษัท เมื่อเทียบกับผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรม

‘Counterpoint Research’ คาดว่า Apple จะยังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดทั้งสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทวอตช์ในปี 2569 โดยเฉพาะ Mac และ iPad ที่มีแนวโน้มทำสถิติส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สวนทางกับผู้ผลิตส่วนใหญ่ที่กำลังเผชิญยอดขายชะลอตัวจากต้นทุนชิปที่พุ่งสูงขึ้น

เหตุผลที่นักวิเคราะห์ยังมั่นใจ ไม่ใช่เพราะ Apple ไม่ได้รับผลกระทบ หรือมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ แต่ยังมาจากโมเดลธุรกิจที่ช่วยลดแรงกระแทกจากวิกฤติครั้งนี้ บริษัทมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์สูง สามารถทำสัญญาจัดซื้อชิประยะยาวในราคาที่ดีกว่าคู่แข่ง อีกทั้งยังมีอัตรากำไรที่แข็งแรงพอจะรับภาระต้นทุนบางส่วนได้

ขณะที่ผู้บริโภคในตลาดพรีเมียมก็มีความอ่อนไหวต่อราคาน้อยกว่า ส่งผลให้ Apple ยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ แม้จำเป็นต้องปรับราคาสินค้าบางกลุ่ม

นอกจากนี้ Counterpoint ชี้ว่า Apple กำลังได้ประโยชน์จากการขยายฐานผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง ผ่านผลิตภัณฑ์ระดับเริ่มต้นอย่าง iPhone รุ่น e, Apple Watch SE, และ MacBook Neo ซึ่งช่วยดึงผู้ใช้หน้าใหม่เข้าสู่อีโคซิสเต็มของ Apple ได้มากขึ้น

เมื่อรวมกับการทยอยรีเฟรชผลิตภัณฑ์หลายกลุ่มตลอดปี 2569 ก็ยิ่งช่วยให้บริษัทรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ แม้อุตสาหกรรมโดยรวมจะชะลอตัว

ด้านนักวิเคราะห์จาก ‘CNBC’ มองว่า Apple ยังมีข้อได้เปรียบอีกด้าน เพราะจนถึงตอนนี้บริษัทยังไม่ได้ปรับราคา ‘iPhone’ ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัท ต่างจากผู้ผลิตหลายรายที่ต้องขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษาอัตรากำไร

อีกเหตุผลที่ CNBC มองว่า Apple ยังได้เปรียบคือ บริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างโมเดล AI ของตัวเอง หลังเลือกจับมือกับ Google เพื่อนำ Gemini มาเสริม ‘Apple Intelligence’ ทำให้บริษัทสามารถผลักดันฟีเจอร์ AI ได้โดยใช้เงินลงทุนน้อยกว่าคู่แข่งที่ต้องลงทุนสร้างโมเดลและดาต้าเซ็นเตอร์เอง

อีกปัจจัยที่นักวิเคราะห์จับตาคือ Apple Intelligence และ Siri เวอร์ชันใหม่ หากสามารถมอบประสบการณ์ AI ได้ตามที่บริษัทประกาศไว้ ก็อาจกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้ผู้บริโภคอัปเกรดอุปกรณ์ในรอบถัดไป พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้อีโคซิสเต็มของ Apple และยิ่งทำให้ผู้ใช้ย้ายไปแพลตฟอร์มอื่นได้ยากขึ้น

ศึก AI ในวันนี้ กำลังทำสินค้าเทคแพงขึ้นทั้งตลาด

การขึ้นราคาของ Apple ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีครั้งใหญ่ เมื่อการแข่งขันด้าน AI กำลังแย่งชิงทรัพยากรสำคัญอย่างชิปหน่วยความจำ จนผู้ผลิตอุปกรณ์ทั่วโลกต้องทยอยส่งต่อต้นทุนมายังผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน วิกฤติเดียวกันนี้กลับยิ่งตอกย้ำความได้เปรียบของ Apple ในฐานะบริษัทที่มีทั้งขนาดธุรกิจ อำนาจต่อรอง ระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง และฐานลูกค้าที่พร้อมจ่าย แม้จะเป็นหนึ่งในรายแรกๆ ที่ต้องประกาศขึ้นราคาสินค้าหลายกลุ่ม

แต่ในระยะยาว นักวิเคราะห์จำนวนมากกลับเชื่อว่า Apple จะสามารถรักษาการเติบโต และอาจยิ่งทิ้งห่างคู่แข่งในยุคที่ AI กลายเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของทั้งอุตสาหกรรมได้มากขึ้น

หากกลับมามองในมุมของผู้บริโภค สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ยุคของ AI ไม่ได้ทำให้แค่บริการ AI มีราคาแพงขึ้น แต่กำลังทำให้ต้นทุนของสินค้าเทคโนโลยีแทบทุกประเภทเปลี่ยนไป แม้แต่คนที่ไม่ได้ใช้งาน AI โดยตรง ก็อาจต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะการแข่งขันกำลังเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับชิป ไปจนถึงสินค้าที่อยู่ในมือผู้บริโภค

ที่มา: The Wall Street Journal, 9to5 Mac, Counterpoint Research, Mac Rumors, Bloomberg, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา