หมดยุคหารค่าข้าว? เพราะรัฐบาล ‘สิงคโปร์’ จ่ายค่าอาหารให้ ในเดตแรก หวังกระตุ้นประชาชนมีคู่-เพิ่มประชากรประเทศ

คนละคู่ พลัส? 

singapore dating

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะเด็กเกิดใหม่ต่ำ ไม่เว้นแม้แต่ ‘สิงคโปร์’ ที่มีอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียง 0.87 ในปี 2025 จาก 1.24 ในปี 2015

รัฐบาลสิงคโปร์จึงผุดไอเดียขึ้นมา ด้วยการเสนอเปิดบริการ ‘หาคู่’ ในชื่อว่า Firstdate ซึ่งตั้งใจเจาะกลุ่มคนโสดอายุต่ำกว่า 35 ปีลงไป และหากแมตช์กันบนแพลตฟอร์ม รัฐจะออกค่าข้าวให้ในเดตแรก โดยสามารถเลือกร้านอาหารจากลิสต์ที่รัฐบาลคัดมาแล้วได้เลย

สำหรับใครที่กำลังวางแผนเป็นสแกมเมอร์ หลอกกินข้าวฟรี ขอเบรกไว้ก่อน เพราะคนที่จะใช้บริการ Firstdate ได้ ต้องผ่านการยืนยันตัวตนจากแอปพลิเคชัน Singpass แล้วเท่านั้น

ที่สำคัญ โครงการนี้ยังไม่เปิดให้บริการ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนแรกๆ ของการปั้นไอเดีย และรัฐบาลเพิ่งสำรวจความเห็นของประชาชนไปในเดือนเมษายน 2026 ซึ่งภายในผลสำรวจ ประกอบด้วยคำถามเช่น

  • แรงบันดาลใจในการอยากอยู่ในความสัมพันธ์ของคุณคืออะไร?: อยากได้คนซัพพอร์ต, อยากสร้างครอบครัว, อยากได้คนร่วมทุกข์ร่วมสุข, ความคาดหวังทางสังคม หรือ อื่นๆ
  • คุณจะสนับสนุนโครงการไหนจากรัฐบาลบ้าง?: งานเน็ตเวิร์กกิง, จับคู่ไปทานดินเนอร์แบบสบายๆ, ทริปเที่ยวที่เน้นกิจกรรม, การยืนยันตัวตนจาก Singpass เพื่อป้องกันการสวมรอย หรือรัฐบาลสมทบค่าเดต เช่น ค่าข้าวให้

ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลสิงคโปร์พยายามช่วยประชาชนหาคู่

จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลสิงคโปร์พยายามรับบทเป็นคิวปิดหาคู่ให้ประชาชน เพราะในปี 1984 สิงคโปร์ตัดสินใจก่อตั้ง ‘หน่วยงานพัฒนาสังคม’ ขึ้นมาโดยเฉพาะ ด้วยความมุ่งหวังในการทำให้เหล่าผู้มีการศึกษาได้มาพบปะและแต่งงานกันในที่สุด

หน่วยงานพัฒนาสังคมที่ว่านี้สามารถสร้างคู่รักที่ประสบความสำเร็จกันไปแล้วนับพันคู่ แต่ก็ยุติบริการไปในปี 2023 พร้อมส่งอีเมลขอบคุณสมาชิกที่คอยซัพพอร์ตกันมาโดยตลอด

ต่อมาในปี 2024 กระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวของสิงคโปร์ก็เป็นหนึ่งในผู้จัด ‘For Real Fest’ งานเฟสติวัลสำหรับชาว Gen Z เพื่อแก้วิกฤติความเหงาของคนรุ่นใหม่ โดยในปี 2025 มีการเพิ่มกำไลบ่งบอกสถานะให้ผู้เข้าร่วมงานด้วย

สำหรับความพยายามครั้งล่าสุดนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ตั้งใจใช้เทคโนโลยีมากขึ้น โดยในช่วงต้นปี 2027 จะมีการจัดตั้งทีมงานมาดูแลปัญหาเด็กเกิดใหม่ต่ำ พร้อมเผยผลข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไทยเองในฐานะประเทศที่เผชิญกับอัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำเช่นกัน ก็อาจควรทำแบบนี้บ้างไหม? หรือควรมองหาต้นตอว่าที่คนไทยรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก เป็นเพราะค่านิยม ไลฟ์สไตล์ หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่มีใครอยากให้เด็กต้องเกิดมาเผชิญ?

ที่มา: The Straits Times (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา