
เมื่อพูดถึงการลงทุนของลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง (Wealth) หลายคนมักจะนึกถึงพอร์ตการลงทุนอย่างหุ้น กองทุนรวม หรือแม้แต่เฮดจ์ฟันด์ แต่อีกมิติที่มองข้ามไม่ได้เมื่อพูดถึงกลุ่ม Wealth ก็คือ ‘อสังหาริมทรัพย์’ ระดับลักซ์ชัวรี ที่เป็นทั้งสินทรัพย์ทางการเงินที่ช่วยยกระดับความมั่งคั่ง และยังเป็นสินทรัพย์ของชีวิตที่ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ นี่คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมระหว่าง SCB WEALTH ผู้นำธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของประเทศไทย และ Sansiri ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี ทั้ง 2 ฝ่ายมองภาพในระยะยาวในระดับ Strategic Partnership โดยจะช่วยกันสร้างประสบการณ์ด้านความมั่งคั่งอย่างไร้รอยต่อให้กับลูกค้า หมายความว่า ไม่ว่าจะอยากลงทุนในสินทรัพย์แบบใดหรืออยากได้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบไหนเข้ามาช่วยยกระดับความมั่งคั่งและชีวิตก็สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด
อสังหาริมทรัพย์เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย
เรื่องที่ SCB WEALTH และ Sansiri มองเห็นร่วมกันคือกลุ่มลูกค้า Wealth มองว่าอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมไม่ได้เป็นแค่ที่พักพิง เพราะอีกนัยหนึ่งบ้านยังเป็น Prime Asset หรือสินทรัพย์ชั้นเลิศที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

‘ปรมาศิริ มโนลม้าย’ Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เล่าถึงแนวโน้มนี้ว่า ปัจจุบันคนมองการลงทุนไปไกลกว่าสินทรัพย์ทางการเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะลูกค้าระดับ Ultra High Net Worth ที่มักมองอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในหลายแกนของพอร์ตโฟลิโอ เพราะช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตได้ จากการเป็นทรัพย์สินที่มี Correlation ต่ำกับสินทรัพย์อื่น ๆ ในตลาด
‘ศรีอำไพ รัตนมยูร’ Chief Marketing Officer (CMO) แสนสิริ ยกตัวอย่างข้อมูลหนึ่งที่ตอกย้ำประเด็นนี้ นั่นคืออัตราการซื้อซ้ำ หรือ Repeat Purchase ของลูกค้ากลุ่ม Wealth ที่สูงถึง 70-75% สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้มีการสะสมอสังหาริมทรัพย์เข้าพอร์ตต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ซื้อบ้านหนึ่งหลังแล้วจบไป โดยเฉพาะเวลาที่มีโครงการใหม่หรือคอลเลกชันพิเศษเปิดตัว
ตอบโจทย์หลากหลายให้ผู้อาศัยระดับท็อป
‘ศรีอำไพ’ ให้ข้อมูลอีกว่าฐานลูกค้า Wealth แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Ultra-HNWIs (อายุ 50 ปีขึ้นไป) เป็นกลุ่มฐานลูกค้าเดิมที่ซื้อสะสมมาอย่างต่อเนื่อง มองการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยร่วมกันในครอบครัวใหญ่

เป้าหมายของกลุ่มนี้คือการส่งต่ออสังหาริมทรัพย์เป็น Legacy Asset หรือมรดกจากรุ่นสู่รุ่น ลูกค้ากลุ่มนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงส่งต่อมรดก ทำให้บริการอย่าง “Family Office” ที่ช่วยวางแผนการส่งต่อมรดก การจัดการธรรมนูญครอบครัว และพินัยกรรม ได้รับความนิยมสูงมาก และนี่คืออีกเรื่องที่ SCB WEALTH เข้ามาตอบโจทย์ได้ ส่วนอีกกลุ่มคือ Young Successor อายุ 25-40 ปี เป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ที่เติบโตก้าวกระโดดถึง 30% แบบ YoY ในช่วงหลังสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา กลุ่มคนรุ่นใหม่นี้สามารถสร้างรายได้และประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้มักจะยังขาด Wealth Recognition หรือโอกาสในการเข้าถึงบริการและเอกสิทธิ์แบบไพรเวทแบงก์กิ้งอย่างเต็มรูปแบบเพราะอยู่ในช่วงเริ่มสั่งสมความมั่งคั่ง การถือครองอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริจึงจะช่วยให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงบริการด้านความมั่งคั่งกับ SCB ได้ทันที
3 แกนหลักความร่วมมือ SCB WEALTH x Sansiri
ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่ม Sansiri Luxury Collection (SLC) และโครงการระดับลักซ์ชัวรีของแสนสิริกว่า 37 โครงการ (เช่น นาราสิริ, เศรษฐสิริ, ณรินสิริ และ VIA)
- ลูกค้าที่ซื้อโครงการมูลค่าตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป รับสิทธิ์สมัครบัตรเครดิต SCB PRIVATE BANKING
- หากซื้อโครงการมูลค่า 20 ล้านบาทขึ้นไป รับสิทธิ์สมัครบัตรเครดิต SCB FIRST
- และหากซื้อโครงการมูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป รับสิทธิ์สมัครบัตรเครดิต SCB PRIME
โดยสิทธิประโยชน์จากโปรแกรมนี้จะครอบคลุมใน 3 มิติ ได้แก่
- Wealth Privileges: ลูกค้าจะได้รับบริการจากทีมที่ปรึกษาทางการเงินแบบองค์รวม (Wealth Advisory) โซลูชันการจัดพอร์ตการลงทุน (Portfolio Solution) และการวางแผนสภาพคล่อง (Liquidity Planning) เพื่อให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินเฉพาะบุคคล
- Living Privileges: บริการและเอกสิทธิ์แบบครบวงจรจาก SCB WEALTH และ แสนสิริ ไม่ว่าจะเป็นสถานะ Sansiri Priority และการดูแลจาก SLC Lifestyle Curator
- Financial Benefits: ลูกค้าจะได้รับสิทธิในบริการทางการเงิน เช่น ส่วนลดอัตราดอกเบี้ยตามระดับสินทรัพย์สูงสุด 0.3% ในช่วง 2 ปีแรก สำหรับสินเชื่อบ้าน SCB
ในทางกลับกัน ลูกค้า SCB WEALTH ที่ซื้อโครงการในกลุ่ม SLC ก็จะได้รับสิทธิ์ Sansiri Priority ควบคู่ไปกับ SLC Lifestyle Curator ที่เป็นบริการเรื่องบ้านในระดับลักซ์ชัวรีเช่นกัน
Sansiri Priority คือกลุ่มลูกค้าลักซ์ชัวรีระดับบนสุดที่มียอดซื้อสะสมขั้นต่ำ 80 ล้านบาทขึ้นไป โดยปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 500 ราย ซึ่งสะสมความมั่งคั่งผ่านอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริมาอย่างต่อเนื่อง รวมมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยการถือครองอยู่ที่ 150 ล้านบาทต่อคน

ความหมายของคำว่า Priority คือการให้สิทธิ์ลูกค้ากลุ่มนี้เป็นสำคัญ โดยเฉพาะบริการ Fast Track ที่ทำให้ลูกค้าทราบข้อมูลโครงการใหม่ก่อนใคร และมีสิทธิจองอสังหาริมทรัพย์ในทำเลทองได้ก่อน ซึ่งในวงการอสังหาริมทรัพย์ การได้สิทธิจองก่อนสามารถตอบโจทย์ด้านการลงทุนได้ นอกจากนี้ Sansiri Priority และกลุ่มที่ซื้อโครงการในกลุ่ม Sansiri Luxury Collection (SLC) จะได้รับการดูแลผ่านบริการ SLC Lifestyle Curator ที่เป็นการร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 60 ราย ไม่ว่าจะเป็นด้านการเดินทาง โรงแรมระดับโลก หรือ Healthcare
Wealth Ecosystem ขาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรีไม่ได้
ในมุมของธุรกิจแล้ว ความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายถือเป็นภาพที่น่าสนใจของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง เพราะแม้บางคนจะทราบดีว่าอสังหาริมทรัพย์ในอีกมุมหนึ่งก็คือสินทรัพย์การลงทุนชนิดหนึ่ง แต่ความร่วมมือนี้ช่วยต่อเติมให้ระบบนิเวศความมั่งคั่งนี้สมบูรณ์ไร้รอยต่อไปอีกขั้นหนึ่ง
‘ปรมาศิริ’ มองว่า การบริหารความมั่งคั่งไม่ใช่แค่การออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ให้มากที่สุดเท่านั้น แต่จะต้องให้บริการที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ความมั่งคั่ง และครอบครัวของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ซึ่งการเข้าถึงบ้านระดับลักซ์ชัวรีพร้อมบริการระดับไฮเอนด์ก็จะช่วยตอบโจทย์นั้นได้
‘ศรีอำไพ’ ย้ำว่าความร่วมมือนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ว่าแสนสิริไม่ได้เป็นแค่ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งมอบคุณภาพชีวิต สังคมที่ดี และมิติของการวางแผนทางการเงิน ให้กับผู้อยู่อาศัยรวมไปถึงทายาทในอนาคตได้อีกด้วย จากความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความมั่งคั่งอย่าง SCB WEALTH
สุดท้ายแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้เป็นเหมือนการผสาน Wealth Ecosystem ของบริการด้านความมั่งคั่งและอสังหาริมทรัพย์เข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ ทำให้การถือครองอสังหาริมทรัพย์และการวางแผนทางการเงินเป็นไปได้อย่างสะดวก ช่วยยกระดับชีวิตให้กับลูกค้ากลุ่ม Ultra-High-Net-Worth ไปอีกขั้น
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา