‘SAP’ เปิดตัวแนวคิด Autonomous Enterprise ยกระดับการทำงานของมนุษย์และ AI ในธุรกิจ ด้วยแพลตฟอร์ม SAP Business AI

ในงาน SAP Sapphire 2569 ที่ถูกจัดขึ้นที่ ออร์แลนโด รัฐฟลอริดา บริษัท SAP SE (NYSE: SAP) ได้เปิดตัวแนวคิด Autonomous Enterprise เพื่อยกระดับเวิร์กโฟลว์ทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดขององค์กร โดยให้มนุษย์และ AI ทำงานร่วมกันเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านความสามารถในการทำกำไร กลยุทธ์ และความปลอดภัย

Christian Klein ประธานกรรมการบริหาร บริษัท SAP SE ได้กล่าวว่า ในกระบวนการทำงานที่สำคัญระดับ Mission-critical ของลูกค้า คำว่า ‘เกือบถูกต้อง’ นั้นยังไม่เพียงพอ 

การรวม SAP Business AI Platform เข้ากับ SAP Autonomous Suite จะช่วยให้สามารถวางรากฐาน AI Agents ลงในกระบวนการทางธุรกิจเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ เป็นไปตามกฎระเบียบและปลอดภัย ช่วยเปิดประตูสู่แหล่งรายได้ใหม่ๆ และการประหยัดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่ง Autonomous Enterprise ประกอบด้วยแพลตฟอร์ม AI แบบรวมศูนย์สำหรับการสร้างและกำกับดูแล AI Agents, ชุดโซลูชันอัตโนมัติที่ดำเนินงานหลักทางธุรกิจ และประสบการณ์ผู้ใช้รูปแบบใหม่ที่พลิกโฉมการทำงานกับซอฟต์แวร์ระดับองค์กร

เปิดตัว SAP Business AI Platform 

SAP Business AI Platform คือรากฐานใหม่สำหรับการสร้างและใช้งาน AI ระดับองค์กรที่เชื่อมโยงกับบริบททางธุรกิจจริง โดยแพลตฟอร์มนี้ได้รวม SAP Business Technology Platform, SAP Business Data Cloud และ SAP Business AI ไว้ในสภาพแวดล้อมเดียวที่มีการกำกับดูแลอย่างครบถ้วน

หัวใจสำคัญคือโซลูชัน SAP Knowledge Graph ที่ช่วยให้ AI Agents เข้าใจโครงสร้างขององค์กร กระบวนการ และความสัมพันธ์ของข้อมูลทั่วทั้งระบบของลูกค้า 

นอกจากนี้ยังมี Joule Studio ซึ่งเป็นโซลูชัน AI-first สำหรับการสร้าง Agents, แอปพลิเคชัน และ Agentic Workflows โดยนักพัฒนาสามารถเลือกใช้เครื่องมือทั้งแบบ No-code, Pro-code และโครงสร้าง AI ตามต้องการบนโครงสร้างพื้นฐานของ SAP ที่มีความปลอดภัยและขยายตัวได้

การใช้งาน SAP Autonomous Suite ในทุกฟังก์ชันธุรกิจและอุตสาหกรรม

SAP ยังได้เปิดตัว SAP Autonomous Suite ซึ่งช่วยให้แอปพลิเคชันทางธุรกิจที่มีอยู่เดิมของ SAP สามารถทำงานร่วมกับ AI Agents ที่มีความสามารถในการรันกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ 

ชุดโซลูชันนี้จะปรับใช้ Joule Assistants เฉพาะทางมากกว่า 50 รายการ ครอบคลุมทั้งด้านการเงิน ซัพพลายเชน การจัดซื้อ การบริหารทรัพยากรบุคคล (HCM) และประสบการณ์ลูกค้า (CX) โดย assistants เหล่านี้จะประสานงานกับ agents เฉพาะทางกว่า 200 ตัวเพื่อทำงานอย่างแม่นยำ เช่น Autonomous Close Assistant รุ่นใหม่ สามารถย่นเวลาการปิดงบการเงินจากหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่วัน โดยการบันทึกบัญชีแยกประเภท การกระทบยอด และการแก้ไขข้อผิดพลาดโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ SAP ยังได้เปิดตัว Industry AI นำเสนอ 7 โซลูชันอัตโนมัติเฉพาะทางตามกลุ่มอุตสาหกรรม ที่รวม logic, data models และข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรมไว้ในตัว โดยในงาน SAP Sapphire ได้สาธิตการทำงานร่วมกับบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่าง RWE เพื่อลดการหยุดชะงักของกังหันลมผลิตไฟฟ้าผ่านระบบ Autonomous Asset Management ที่ AI agents วิเคราะห์ข้อมูลจากเหตุการณ์ในอดีต ระบุสาเหตุที่เป็นไปได้ และสร้าง work orders พร้อมเครื่องมือและแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ

การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้แบบ Autonomous

SAP ได้เผยโฉม Joule Work ซึ่งเปลี่ยนวิธีที่ผู้ใช้งานโต้ตอบกับซอฟต์แวร์ จากเดิมที่ต้องเปิดหลายแอปและกรอกข้อมูลหลายหน้าจอ ผู้ใช้จะสามารถสื่อสารกับ Joule โดยตรง เพียงอธิบายผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ต้องการ Joule จะจัดการ workflows, data และ agents ที่เหมาะสมเพื่อทำงานให้สำเร็จ 

ทั้งยังสามารถนำเสนอ insights ที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และทำงาน routine tasks เบื้องหลังโดยอัตโนมัติ แม้ในช่วงที่มนุษย์ไม่ได้ควบคุมโดยตรง รองรับทั้ง เดสก์ท็อป มือถือ และการสั่งงานด้วยเสียง รวมถึงระบบ SAP และ non-SAP

ลงทุน 100 ล้านยูโรเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Autonomous Enterprise

SAP ได้ปรับปรุงโปรแกรมสำหรับลูกค้าและพาร์ตเนอร์ เพื่อเร่งการเข้าสู่ยุค Autonomous Enterprise โดยจัดตั้งกองทุนมูลค่า 100 ล้านยูโร สำหรับช่วยลูกค้านำ AI assistants และ agents ของ SAP ไปใช้งาน รวมถึงสนับสนุนพาร์ตเนอร์ที่สร้าง agents ใหม่บน SAP Business AI Platform ผ่าน Joule Studio

นอกจากนี้ SAP ยังขยายข้อเสนอ RISE with SAP และ SAP GROW เพื่อเร่งการนำ AI มาใช้ ลูกค้า RISE with SAP จะได้รับ assistants จำนวน 3 ตัวภายในปีแรก ในขณะที่ลูกค้า SAP GROW จะสามารถเข้าถึง assistants ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น ส่วนลูกค้า SAP S/4HANA แบบ on-premises และ SAP ECC ที่มีแผนย้ายระบบส่วนใหญ่สู่ SAP Cloud ERP ก็จะสามารถเข้าถึง AI scenarios บางส่วนได้เช่นกัน

SAP ยังเปิดตัวเครื่องมือ transformation แบบ agent-led ที่สามารถลด effort ในการย้าย ERP ได้มากกว่า 35% ผ่านการวิเคราะห์ระบบ แก้ไขโค้ด ปรับ configuration และทดสอบแบบอัตโนมัติในวงกว้าง

การประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์:

ความร่วมมือด้านแพลตฟอร์มและชุดโซลูชันประกอบด้วย Anthropic โดยนำโมเดลพื้นฐานอย่าง Claude มาใช้เพิ่มขีดความสามารถให้แก่ Joule agents ในส่วนงานทรัพยากรบุคคล การจัดซื้อ และซัพพลายเชน, Amazon Web Services ที่นำเสนอการรวมข้อมูลแบบ zero-copy ระหว่าง SAP Business Data Cloud และ Amazon Athena, Google Cloud และ Microsoft ที่ช่วยให้ Joule และเฟรมเวิร์กเอเจนต์ภายนอกสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นในสองทิศทาง, Mistral AI และ Cohere ที่มอบทางเลือกโมเดลแบบอธิปไตย (Sovereign Model) บนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ SAP

n8n สำหรับการจัดการเวิร์กโฟลว์ AI ในรูปแบบภาพภายใน Joule Studio, NVIDIA ที่ใช้ OpenShell เป็นระบบรันไทม์ที่ปลอดภัยและได้รับความไว้วางใจสำหรับ Joule Studio และ Parloa ที่นำ AI agents เข้ามาใน SAP Service Cloud เพื่อจัดการการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าด้วยการเข้าถึงข้อมูลธุรกิจและกระบวนการบริการอย่างเต็มรูปแบบ

พันธมิตรด้านการวางระบบประกอบด้วย Palantir และ Accenture ซึ่งร่วมมือกันในสถานการณ์การย้ายข้อมูลที่มีความซับซ้อน รวมถึง Conduct สำหรับการย้ายระบบ ERP ไปสู่คลาวด์ด้วยขุมพลัง AI

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน SAP Sapphire 2026 Innovation News Guide

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา