‘ลอรีอัล กรุ๊ป’ คว้ารางวัล สุดยอดนวัตกรรมแห่งปี ยกระดับ ‘เมลาซิล’ สู่ 7 ผลิตภัณฑ์ จาก La Roche-Posay และ L’Oréal Paris เพราะคนไทยเจอจุดด่างดำมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก

รู้หรือไม่? กว่าครึ่งหนึ่งของคนทั่วโลกมีความกังวลเรื่องจุดด่างดำ ขณะที่คนไทยเผชิญกับปัญหานี้มากกว่าประเทศในภูมิภาคอื่น

‘Dr. Tarun Chopra’ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์ แผนกวิจัยและนวัตกรรม ของลอรีอัล กรุ๊ป ประจำภูมิภาค เผยว่า จากการสำรวจปัญหาจุดด่างดำในประเทศไทย พบว่า

  • 37% ของคนไทยเป็นรอยดำหลังการอักเสบ ขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 15%
  • 30% ของคนไทยเป็นกระแดด ขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 27%
  • 27% ของคนไทยเป็นฝ้า ขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 11%

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่คนไทยและคนทั่วโลกพบเจอเท่านั้น ส่งผลให้ ‘ลอรีอัล กรุ๊ป’ (L’Oréal Groupe) ในฐานะองค์กรความงามชั้นนำ ทุ่มเวลาเกือบ 20 ปี เพื่อพัฒนา ‘เมลาซิล’ (Melasyl™) ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีความกังวลด้านจุดด่างดำบนผิวพรรณ

นวัตกรรมพลิกโลกความงามที่คว้ารางวัลจากนิตยสาร TIME และ Aegis Graham Bell

Dr. Chopra เล่าว่า วิธีแก้ไขแบบดั้งเดิมของปัญหาเหล่านี้คือการใช้ส่วนผสมเพื่อลดเลือนจุดด่างดำ หรือยับยั้งการผลิต ‘เมลานิน’ แต่ทีมงานก็ตั้งคำถามว่า นี่เป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วหรือ?

ตามหลักแล้ว Dr. Chopra อธิบายว่า เมลานินมีหน้าที่ปกป้องผิว และเป็นตัวกำหนดเฉดสีผิวที่หลากหลายของมนุษย์ แต่เมื่อเผชิญกับปัจจัยภายนอก เช่น รังสียูวีที่มีความเข้มข้นสูง ประกอบกับมลภาวะในประเทศไทย จึงอาจไปกระตุ้นการผลิตเมลานินที่มากเกินไป จนนำไปสู่การเกิดจุดด่างดำหรือรอยหมองคล้ำบนผิวได้

ด้วยเหตุนี้ ลอรีอัล กรุ๊ป จึงใช้เวลาเกือบ 20 ปีในการวิจัย ผ่านการทดสอบโมเลกุลมากกว่า 1 แสนชนิด จนเกิดเป็นเมลาซิล นวัตกรรมโมเลกุลเอกสิทธิ์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรหลายฉบับ โดยมีจุดเด่นคือ การเข้าไปสกัดกั้นไม่ให้เม็ดสีก่อตัวในชั้นผิวตั้งแต่ก่อนเกิดความหมองคล้ำเสียอีก

“เมลาซิลได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการดูแลปัญหาเม็ดสีเฉพาะจุด โดยทำงานในขั้นตอนของกระบวนการสร้างเม็ดสี ด้วยกลไกนวัตกรรมใหม่ที่เข้าไปสกัดกั้นสารตั้งต้นของเมลานิน ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเม็ดสีที่ปรากฏบนผิว จึงช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพโดดเด่น เมื่อเทียบกับสารสำคัญทั่วไป ขณะที่ไม่รบกวนกระบวนการผลิตเม็ดสีผิวตามธรรมชาติด้วย” Dr. Chopra กล่าว

แม้ลอรีอัล กรุ๊ป เพิ่งเปิดตัวเมลาซิลไปในปี 2024 แต่ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน ‘สุดยอดนวัตกรรมแห่งปี 2025’ จากนิตยสาร TIME และคว้ารางวัล ‘Top 3 Innovations in Life Sciences’ จาก Aegis Graham Bell Awards ซึ่ง Dr. Chopra เผยว่า กว่าจะวิจัยสำเร็จ ต้องผ่านการทดลองนับพันครั้งกับสภาพผิวหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้มั่นใจว่าเหมาะกับผู้ใช้งานทุกกลุ่มจริงๆ

ผสานเมลาซิลเข้ากับผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ลาโรช-โพเซย์ และ ลอรีอัล ปารีส

อย่างไรก็ตาม เมลาซิลเป็นเพียงโมเลกุลหลักเท่านั้น ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ลอรีอัล กรุ๊ป ต้องพัฒนาสูตรสกินแคร์ เพื่อให้นวัตกรรมนี้เกิดผลลัพธ์ต่อผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบัน ถูกนำไปเป็นส่วนผสมของ 7 ผลิตภัณฑ์ ภายใต้สองแบรนด์คือ

  • ลา โรช-โพเซย์ (La Roche-Posay): ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ Mela B3 ได้แก่ Mela B3 Serum, Mela B3 Cream SPF 30, Mela B3 Micro-Peeling Gel, Anthelios UVMUNE 400 Anti-Dark Spots และ Mela B3 Dual Body Treatment เพื่อแก้ไขปัญหาเม็ดสีทั่วเรือนร่างอย่างครอบคลุมผ่านนวัตกรรมเมลาซิล
  • ลอรีอัล ปารีส (L’Oréal Paris): ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ Glycolic-Bright อาทิ  Glycolic-Bright Anti-Dark Brightening Serum สูตรปรับปรุงใหม่ และ  Glycolic-Bright Matte Luminizing Cream เพื่อช่วยเผยผิวกระจ่างใสในทุกวัน ควบคู่กับการคุมความมันบนใบหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ในไตรมาส 4 ของปี 2026 ลอรีอัล กรุ๊ป ก็มีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ที่มีส่วนผสมของเมลาซิลเพิ่มเติมในประเทศไทยอีกด้วย

ผลักดันความงามคู่กับวิทยาศาสตร์

ลอรีอัล กรุ๊ป จะไม่หยุดพัฒนาอยู่แค่นี้ เพราะองค์กรให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์มานานหลายทศวรรษแล้ว และในปี 2025 ยังได้รับการยกย่องโดยนิตยสาร Fortune ให้เป็นบริษัทที่มีความล้ำหน้าด้านนวัตกรรมสูงที่สุดจากทั้งหมด 300 บริษัททั่วยุโรปด้วย

 

‘Patrick Girod’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย เมียนมา ลาว และกัมพูชา กล่าวว่า ความงามกับวิทยาศาสตร์เป็นของคู่กัน โดยเฉพาะในสินค้าหมวดสกินแคร์ ที่แม้ผู้บริโภคจะเลือกซื้อเพื่อตอบสนองความรู้สึกภายในของตนเอง แต่ขณะเดียวกัน พวกเขาก็มองหาคุณประโยชน์ต่างๆ จากผลิตภัณฑ์ด้วย

 

Dr. Chopra เสริมว่า ลอรีอัล กรุ๊ป ยังไปร่วมมือกับหน่วยงานทางวิชาการ สตาร์ทอัพ และองค์กรชั้นนำมากมาย เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภค โดยล่าสุด ก็เพิ่งไปจับมือกับ NVDIA ในการประยุกต์ใช้ AI มาช่วยค้นพบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ให้ไวขึ้นกว่าเดิมถึง 100 เท่า

 

“ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์คือรากฐานสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรมของลอรีอัล เราเชื่อว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และได้ทุ่มเทศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย” Girod กล่าว

ที่มา: L’Oréal

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา