Work from home หนีโควิด-19 ยังไง ไม่ให้ Burnout หรือหมดไฟเพราะเหนื่อยหรือเพลียเกินไป

ช่วงนี้หลายคนจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งในช่วงแรกที่เริ่มทำงานจากที่บ้านคนส่วนใหญ่มักมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น เพราะมีสมาธิ สามารถโฟกัสกับงานที่ทำได้ดีกว่า

ภาวะหมดไฟ burnout ภาพจาก Shutterstock

แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานๆ การทำงานที่บ้านจะทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลาส่วนตัวกับเวลาทำงานหายไป ทำให้เกิดความเหนื่อยจากการทำงานมากกว่าเดิม หากสะสมนานวันจะกลายเป็นภาวะหมดไฟ (Burnout) ซึ่งจากสถิติของ Deloitte พบว่ากว่า ผู้บริหารกว่า 77% ยอมรับว่ามีพนักงานของตัวเองกำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟ

องค์การอนามัยโลกจัดให้ภาวะหมดไฟ เป็นความผิดปกติที่เกิดจากการทำงาน และความเครียดเรื้อรังที่ไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด แม้ไม่ใช่โรค หรืออาการเจ็บป่วยแต่ก็ต้องได้รับการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ โดยมีอาการที่เห็นได้ 3 ด้าน คือ

  • รู้สึกไม่มีแรง และอ่อนเพลีย
  • มีความรู้สึกในแง่ลบ ดูถูกงานตัวเอง และไม่พอใจกับงานที่ทำ
  • ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟจากการทำงาน เกิดขึ้นจากการไม่รู้จักแบ่งเวลาระหว่างการทำงาน กับเวลาพักผ่อนส่วนตัว หักโหมทำงานมากไป เพราะหวังว่าประสิทธิภาพการทำงานจะดีขึ้น แต่ความจริงแล้วอะไรที่ไม่พอดีมักส่งผลเสีย คือ ทำให้นอนไม่หลับ ทานอาหารไม่ตรงเวลา ส่งผลเสียต่อสุขภาพ จนกระทั่งไม่สามารถทำงานได้เต็มที่เท่าเดิม ในที่สุดประสิทธิภาพการทำงานก็ลดลงอยู่ดี

ภาวะหมดไฟ ป้องกันได้เพียงปรับพฤติกรรม

แต่นับว่าโชคดีที่ภาวะหมดไฟจากการทำงานไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวเสมอไป เพราะสามารถป้องกันได้ง่ายๆ เพียงแต่ต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่

งานอดิเรกเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเครียดจากการทำงาน ภาพจาก pixabay.com

หางานอดิเรกทำ

แม้ว่าในช่วงนี้คนส่วนใหญ่จะจำเป็นต้องทำงานที่บ้าน สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้จักแบ่งเวลาทำงานกับเวลาพักผ่อนส่วนตัวอย่างชัดเจน คุณควรหางานอดิเรกทำบ้าง โดยอาจเริ่มจากไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็ได้ ในช่วงเวลาที่คุณใช้ไปกับงานอดิเรกจะทำให้คุณสามารถลืมภาระงาน และเรื่องราวที่เกี่ยวกับริษัทได้ ซึ่งคุณสามารถเลือกงานอดิเรกที่จะทำได้ตามความชอบของตัวเอง เช่น การเล่นโยคะ ฝึกนั่งสมาธิ ดูภาพยนตร์ ทำสวน หรือแม้แต่การอ่านหนังสือ

ในขณะออกกำลังกายร่างกายจะผลิตสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งสร้างความสุขให้กับร่างกาย ภาพจาก pixabay.com

ออกกำลังขยับร่างกายบ้าง

ข้อเสียอย่างหนึ่งของการทำงานที่บ้านคือ คุณอาจนั่งทำงานเพลินจนลืมลุกขึ้นเดินเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ดังนั้นหลังหมดเวลางาน คุณควรหาเวลาออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งนอกจากจะเป็นผลดีกับรูปร่างภายนอกแล้ว ยังเป็นผลดีต่ออารมณ์ของคุณด้วย เพราะในขณะออกกำลังกาย ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนส์เอนดอร์ฟิน ทำให้คุณรู้สึกมีความสุขมากขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกายจะช่วยให้จิตใจของคุณสามารถแยกเวลาระหว่างการทำงาน กับการพักผ่อนได้ดียิ่งขึ้น

การเข้าสังคมเพื่อคลายเหงา ช่วยลดความเครียดจากการทำงาน ภาพจาก pixabay.com

อย่าอยู่คนเดียว ต้องเข้าสังคม

การทำงานที่บ้านทำให้คุณไม่สามารถมีปฎิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ได้เท่าการไปทำงานที่ทำงาน ความรู้สึกเหงา และโดดเดี่ยวจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกหมดไฟได้ง่ายขึ้น ทางแก้ง่ายๆ คือคุณควรหาเวลาเพื่อเข้าสังคม พูดคุยกับคนในครอบครัว หรือเพื่อนๆ ของคุณบ้าง

ในช่วงนี้ที่คุณทำงานที่บ้าน หลังเลิกงานลอง VDO Conference คุยกับเพื่อนๆ คนอื่นบ้างก็ได้ โดยไม่ต้องคุยเรื่องงาน เช่น เรื่องภาพยนตร์ หนังสือที่ชอบ หรือแม้แต่จะกินข้าวด้วยกันในขณะที่กำลัง VDO Conference กันก็ได้

การคุยกับเพื่อนร่วมงานอย่างเปิดอก และเล่นมุกตลกๆ จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน ภาพจาก pixabay.com

คุยกับเพื่อนร่วมงานอย่างเปิดอก

เพื่อนร่วมงานเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยให้คุณสามารถหลีกหนีจากภาวะหมดไฟได้ โดยเฉพาะหากคุณกับเพื่อนร่วมงานมีความสนิทสนมกัน จนสามารถพูดคุยกันได้อย่างเปิดอก จะเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อพนักงานทุกๆ คน ไม่ใช่แค่ตัวคัณเท่านั้น ดังนั้นหากเป็นไปได้ลองคุยกับเพื่อนร่วมงานกันอย่างเปิดอก เล่นมุกตลกๆ กับคนอื่นบ้างก็ได้

แต่หากคุณรู้สึกว่าบรรยากาศการทำงานของคุณไม่อำนวยให้คุยกับเพื่อนร่วมงานอย่างเปิดอก หรือไม่ได้สนิทกันจนถึงขั้นเล่นมุกตลกๆ ได้ ลองเปลี่ยนเป็นการคุยกับเพื่อนสนิทที่คุณไว้ใจ เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก และเป้าหมายในชีวิตของคุณให้เพื่อนฟังแทนก็ได้เช่นกัน

การคุยกับหัวหน้าจะช่วยแก้ไขสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดีได้ ภาพจาก pixabay.com

คุยกับหัวหน้า เพื่อปรับการทำงาน

ภาวะหมดไฟจากการทำงานไม่ได้ส่งผลต่อตัวคุณคนเดียวเท่านั้น แต่ส่งผลต่อคนทั้งองค์กร ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด พบว่าความเครียดในที่ทำงาน ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขประมาณ 1.25-1.90 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.12-6.27 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และอัตราการลาออกของคนในองค์กรอีกด้วย

ดังนั้นหากคุณกังวลว่าสภาพการทำงานที่คุณ และเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต้องเจอจะทำให้คุณเจอกับภาวะหมดไฟจากการทำงาน ลองคุยกับหัวหน้าอย่างเปิดอกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยอาจยกเหตุผลว่าคุณต้องการคงประสิทธิภาพการทำงานให้ดีเหมือนเดิม

เมื่อหมดเวลาทำงานแล้ว ควรแบ่งเวลาให้ชีวิตตัวเองอย่างชัดเจน ภาพจาก pixabay.com

แบ่งเวลางานกับเวลาส่วนตัวให้ชัดเจน

งานที่คุณทำ กำหนดเวลาส่งงาน หรือแม้แต่ชั่วโมงเวลาการทำงานที่ยาวนาน ย่อมสร้างความเครียดสะสมจนทำให้เกิดภาวะหมดไฟจากการทำงานได้ ดังนั้นทางแก้ที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นการรู้จักแบ่งเวลาระหว่างการทำงาน กับเวลาส่วนตัวให้ชัดเจน ไม่ให้เวลาจากทั้งสองส่วนเบียดบังซึ่งกันและกัน ถ้าเป็นไปได้ในแต่ละวันหลังหมดเวลางาน คุณควรปล่อยภาระงานที่เหลืออยู่ไว้ทั้งหมด ปิดคอมพิวเตอร์ และพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้ค่อยกลับไปทำงานต่อก็ได้

ที่มา – Forbes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา