Home Article Analysis ‘เดอะแบกไทย’ 3.4 ล้านบ้าน สุขภาพจิตมีปัญหา เปราะบางทางการเงิน ออมได้น้อย จนแก่ไปอาจต้องพึ่งเบี้ยยังชีพ

‘เดอะแบกไทย’ 3.4 ล้านบ้าน สุขภาพจิตมีปัญหา เปราะบางทางการเงิน ออมได้น้อย จนแก่ไปอาจต้องพึ่งเบี้ยยังชีพ

ตอนเด็กๆ เคยโดนคุณครูถามไหมว่าในครอบครัวมีสมาชิกกี่คน? เมื่อได้ลองฟังเพื่อนๆ ตอบ เราก็จะเห็นว่าบางบ้านมีสมาชิกมากมาย ดูเป็นครอบครัวที่คึกคักและไม่มีวันเหงา แต่พอโตมา เคยสงสัยกันไหมว่า ในครัวเรือนที่มีคนอยู่เยอะขนาดนี้ ใครจะรับบทบาทหัวหน้าครอบครัว?

แบก

ด้วยความที่จำนวนผู้สูงอายุทั่วโลกเพิ่มขึ้น ในขณะที่วัยแรงงานยังมีเท่าเดิมหรือลดลง ประชากรในหลายๆ ประเทศ รวมถึงไทย จึงกลายเป็นคนกลุ่ม ‘Sandwich Generation’ ที่สมาชิกเจนหนึ่งในครอบครัวจะต้องรับผิดชอบทั้งพ่อแม่สูงอายุและลูกของตนเองในด้านการเงิน ร่างกาย และทรัพยากรอื่นๆ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็น ‘เดอะแบก’ ของบ้าน

จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่า เกือบ 25% ของประชาชนในสหรัฐอเมริกา ต้องดูแลผู้สูงวัยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป พร้อมกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้พวกเขาอาจมีปัญหาทางการเงินหนักกว่าคนทั่วไปถึงสองเท่า ทั้งยังมีแนวโน้มเผชิญปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าบุตรหลานที่ดูแลแค่ผู้สูงอายุด้วย

ไทยมีครอบครัวที่มี ‘เดอะแบก’ 3.4 ล้านบ้าน

แม้การศึกษาเรื่อง Sandwich Generation ในไทยอาจยังมีไม่มากนัก แต่จากบริบทสังคมที่ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวและค่านิยมการพึ่งพาอาศัยกัน จึงเป็นไปได้ว่าประเทศเราอาจมีคนกลุ่มที่เป็น Sandwich Generation หรือ ‘เดอะแบก’ อยู่ไม่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณานิยามของครัวเรือน อาจกล่าวได้ว่าครัวเรือน Sandwich มีความใกล้เคียงกับครัวเรือนขยายหรือครอบครัวที่อาศัยอยู่ด้วยกันตั้งแต่ 3 รุ่นขึ้นไป

ดังนั้น จากข้อมูลในปี 2566 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทยจึงมีครัวเรือนลักษณะเป็น Sandwich หรือเป็นครอบครัวที่มีคนต้องแบกคน 2 รุ่นอยู่ทั้งสิ้น 3.4 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็น 14% ของครัวเรือนทั่วประเทศ โดย

  • 97.1% เป็นครัวเรือน 3 รุ่น
  • 75.4% ของครัวเรือนสามรุ่นมีความสัมพันธ์ที่หัวหน้าครอบครัวอาศัยอยู่กับลูกและหลาน
  • 20.1% ของครัวเรือนสามรุ่นมีความสัมพันธ์ที่หัวหน้าครอบครัวอาศัยอยู่กับบุพการีและบุตร

‘เดอะแบก’ ในไทย อาจออมได้น้อย จนต้องพึ่งเบี้ยยังชีพตอนเกษียณ

แม้สมาชิกส่วนใหญ่ในครัวเรือน Sandwich จะเป็นวัยทำงาน แต่จากข้อมูลในปี 2566 ประเทศไทยมีประชากรกลุ่มวัยทำงานอยู่แค่เพียง 53.8% ในขณะที่มีผู้สูงอายุและเด็กรวมกันคิดเป็น 46.1% 

โดยสัดส่วนดังกล่าวคงจะเปลี่ยนไปในไม่ช้า เนื่องจากมีประชากรวัยแรงงานน้อยลงเรื่อยๆ สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ที่สำคัญ 15.2% และ 24.5% ของเด็กหรือผู้สูงอายุทั้งหมดในครัวเรือน Sandwich ตามลำดับ ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้หากขาดคนช่วยเหลือ ดังนั้น ครัวเรือน Sandwich บางส่วนอาจถึงขนาดต้องสูญเสียสมาชิกครอบครัวที่อยู่ในวัยกำลังแรงงานเพื่อมาดูแลวัยอื่นๆ ในครอบครัว

นอกจากนี้ สมาชิกในครัวเรือน Sandwich ส่วนใหญ่ยังเป็นแรงงานนอกระบบ โดย 

  • 31.9% ของหัวหน้าครัวเรือนทำงานส่วนตัว
  • 15.9% ของหัวหน้าครัวเรือนเป็นพนักงานเอกชน
  • 11.7% ของหัวหน้าครัวเรือนเป็นผู้ช่วยธุรกิจครอบครัว
  • 41.8% ของสมาชิกทั้งหมดเป็นเกษตรกรหรือแรงงานทั่วไป เช่น คนทำความสะอาด

ด้วยเหตุเช่นนี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่า กว่า 80% ของสมาชิกในครัวเรือน Sandwich จะขาดหลักประกันรายได้ที่มั่นคงยามเกษียณ ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีทรัพย์สินเพื่อการออมน้อย ส่งผลให้ต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียวในบั้นปลายชีวิต

รายจ่ายทะลุ 90% ของรายได้ เปราะบางทางการเงิน มีปัญหาสุขภาพจิต 

จากสถิติครัวเรือน Sandwich มักจะมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้สูงกว่าคนกลุ่มอื่น โดยมีรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคคิดเป็น 90.1% ของรายรับทั้งหมด

สาเหตุหนึ่งที่ครัวเรือนลักษณะนี้มีรายได้ไม่ค่อยสูงมากนัก มาจากการที่พวกเขาอาจมีวุฒิการศึกษาต่ำ โดย 57.7% ของสมาชิกในครัวเรือน Sandwich จบการศึกษาในระดับประถมหรือต่ำกว่านั้น และมีเพียง 12.7% ที่จบการศึกษาระดับอนุปริญญาขึ้นไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ บรรดา Sandwich Generation จึงเกิดปัญหาความเปราะบางทางการเงิน จนก่อภาระหนี้สิน โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ต่อเดือนของคนกลุ่มนี้จะอยู่ที่ 16.6% ถือว่าสูงกว่าครัวเรือนทั่วประเทศเกือบ 3 % เลยทีเดียว

ไม่เท่านั้น จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ สหราชอาณาจักร “1 ใน 4 ของ Sandwich Generation ประสบปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และพอใจกับชีวิตตนเองน้อยกว่าคนอื่น ซึ่งปัญหานี้จะรุนแรงมากขึ้นตามระยะเวลาที่ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัว”

สำหรับประเทศไทย วัยแรงงานในครัวเรือน Sandwich ยังมีภาวะเครียดหรือนอนไม่หลับสูงกว่าปกติอีกด้วย ซึ่งอาจมาจากการที่ต้องจัดสรรเวลาทำงานและดูแลสมาชิกในครัวเรือนไปพร้อมๆ กัน

‘กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล’ เจ้าของบทความ ‘Sandwich Generation กับปัญหาสุขภาพ’ ยังชี้อีกว่า “คนกลุ่มนี้ นอกจากจะมีปัญหาความเครียดและสุขภาพจิตแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคตับแข็ง ซึ่งเมื่อเทียบการเป็น NCDs (กลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรัง) แล้ว จะพบว่า 33.9% ของ Sandwich Generation เคยป่วยเป็นโรคนี้มาก่อน”

ต้องฝึกทักษะทางการเงิน ส่งเสริมผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างศูนย์ดูแลเด็ก

elder and child

จะเห็นได้ว่าภาระที่ Sandwich Generation ต้องแบกไว้นั้นค่อนข้างสาหัสกว่าคนกลุ่มอื่น และหากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข มันอาจส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวมได้ ดังนั้น เราจึงต้องมีแนวทางการลดภาระที่จะเกิดขึ้นกับครัวเรือน Sandwich ดังนี้

1. การส่งเสริมทักษะทางการเงินก่อนวัยเกษียณ

คนในครัวเรือน Sandwich ควรมีความรู้ด้านการบริหารจัดการทางการเงิน รวมถึงการป้องกันความเสี่ยง เช่น การออมเงินเพื่อยามเกษียณ ซึ่งอาจจูงใจให้เข้าร่วม ‘กองทุนการออมแห่งชาติ’ ได้

นอกจากนี้ ประเทศไทยควรส่งเสริมทักษะ ‘การบริหารจัดการเมื่อมีหนี้สิน’ เพื่อช่วยให้คนกลุ่มนี้ปลดหนี้ได้เร็วขึ้นหรือไม่มีภาระหนี้สินเลย อีกทั้งยังควรให้ความรู้เรื่อง ‘การซื้อประกันสุขภาพและประกันชีวิต’ สำหรับวางแผนการดูแลคนในครัวเรือน และลดความตึงเครียดในครอบครัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา

2. การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ

กลไกสำคัญของส่วนนี้คือ การส่งเสริมการฝึกอบรมทักษะแรงงานผู้สูงอายุควบคู่ไปกับการจับคู่งานเชิงรุก โดยภาครัฐอาจให้สิทธิประโยชน์แก่นายจ้างเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาเข้าร่วมมาตราการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุนี้

3. การใช้บริการผู้ช่วยหรือเทคโนโลยีในการดูแลครัวเรือน

สำหรับครัวเรือนที่ไม่มีปัญหาด้านการเงิน อาจลองใช้บริการผู้ช่วยดูแลในบางหน้าที่ เช่น พาผู้สูงวัยไปพบแพทย์ตามนัด พาออกไปเดินเล่นข้างนอก หรือ กำกับเรื่องอาหารและยา

นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยี อาทิ หุ่นยนต์อัตโนมัติ อุปกรณ์ Smart Home หรือกล้องอัจฉริยะ ก็อาจมาอำนวยความสะดวก แบ่งเบาความกังวล ลดภาระการดูแล และช่วยสร้างสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวกับการทำงานได้

4. การสนับสนุนศูนย์ดูแลเด็กและผู้สูงอายุ

ประเทศไทยควรเน้นที่การปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กและศูนย์บริการผู้สูงอายุของภาครัฐ หรือสนับสนุนภาคธุรกิจในการดำเนินกิจการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายรัฐบาล พร้อมกับกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจนี้มากขึ้น

แหล่งอ้างอิง: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา