Home Article News “โลกร้อน” ภัยใกล้ตัวที่ต้อง “เร่งรับมือ”  เปิดโมเดลเครือซีพีกับภารกิจสู่ Net Zero ในปี 2050 

“โลกร้อน” ภัยใกล้ตัวที่ต้อง “เร่งรับมือ”  เปิดโมเดลเครือซีพีกับภารกิจสู่ Net Zero ในปี 2050 

ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับภัยพิบัติต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นพายุ น้ำท่วม ไฟป่า ล้วนเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแบบสุดขั้ว และเป็นสัญญาณบอกย้ำว่า “วิกฤตโลกร้อน” นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น คือ “ของจริง” ที่ไม่อาจนิ่งนอนใจได้

net zero

จะเป็นอย่างไรถ้าอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียส?

กลายเป็นคำถามที่เหล่าผู้นำทั่วโลกมีความกังวล ทำให้ในปีที่ผ่านมาผู้นำนานาประเทศ รวมถึงผู้นำของประเทศไทยได้ประกาศคำมั่นในเวทีการประชุม COP 26 ว่าจะดำเนินการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Climate Change ด้วยการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส โดยใช้วิธีการพยายามตั้งเป้าไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ในการป้องกันความหายนะภัยสภาพอากาศอย่างจริงจังและเร่งด่วน

ถือเป็นการคิกออฟส่งสัญญาณให้ทุกภาคส่วนต้อง “เร่งลงมือ” ปฏิบัติตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับชาวโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชนที่เป็น “ผู้เล่นสำคัญ” ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกร้อนที่เป็นวาระของโลก

เครือซีพีโดยการนำของซีอีโอศุภชัย เจียรวนนท์  เอกชนไทยที่ได้รับคัดเลือกติดอันดับผู้นำองค์กรยั่งยืนของโลก UNGC ระดับ LEAD ในปีที่ผ่านมา ได้นำทัพธุรกิจในเครือซีพีทั่วโลกร่วมแก้วิกฤตโลกร้อนด้วยการประกาศยุทธศาสตร์ความยั่งยืนขององค์กรสู่ Carbon Neutral ภายในปี ค.ศ. 2030  และตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050  

ทำไม “ภาคธุรกิจ” ต้องเร่งคุมอุณหภูมิโลก

การรับมือวิกฤตโลกร้อนที่ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน ทุกภาคส่วน เพราะวันนี้การทำธุรกิจมีความเกี่ยวโยงกับสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม  เราต้องบริหารจัดการธุรกิจให้มีความสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤต Climate Change นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ  นี่สิของจริง และจะไม่หยุด ถ้าพวกเราไม่หยุด ทุกวันนี้โลกเป็นโรคร้าย เพราะอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น ตอนนี้หลายประเทศมีความกังวลว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแบบ Extreme Weather คือ เวลาหนาวก็หนาวจนฆ่าคนตาย หน้าร้อนร้อนจนฆ่าคนได้ 

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ UN ประกาศตั้งเป้าในข้อตกลงปารีสเมื่อปี ค.ศ. 2015 ให้ควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เพราะถ้าโลกมีอุณหภูมิเกินกว่าที่กำหนด จะส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลเพราะปีที่ผ่านมาพบว่าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 องศาเซลเซียส ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมดลดลง 10%  ถ้าวันนี้พวกเราไม่ทำอะไรกันเลย อุณภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนอาหารของผู้คนในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ.2050 ประชากรโลกจะสูงขึ้นเกือบหมื่นล้านคน คำถามคือ จะเกิดอะไรขึ้นหากพลเมืองโลกเพิ่มขึ้นในขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรที่มาทำอาหารให้กับมนุษย์มีแนวโน้มลดลง 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้นำระดับโลกพูดกันคือ “ทุกวันนี้เราใช้ทรัพยากรในโลกแบบขโมยมาจากอนาคต” ดังนั้นภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญมาก เปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้  องค์กรต้องปรับมุมมองในการทำธุรกิจที่ไม่หวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความรับผิดชอบและสร้างความสมดุลในทุกมิติของความยั่งยืน สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ต้องไปด้วยกัน ไม่เช่นนั้นโลกจะอยู่ไม่ได้ แล้วลูกหลานของเราจะเป็นอย่างไร นี่คือสิ่งสำคัญที่ภาคธุรกิจจะต้องร่วมมือกับทุกคนจะช่วยกันรักษาโลกใบนี้ เพื่ออนาคตของลูกหลานเรา”  

เครือซีพีกับเป้าหมาย “Net Zero” ในปี 2050

เป็นเวลากว่า 6 ปี หลังจากที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพีได้ปักหมุดนำธุรกิจใน 21 ประเทศทั่วโลกประกาศเป้าหมายความยั่งยืนเมื่อปี ค.ศ. 2016 ถือเป็นองค์กรเอกชนลำดับต้นๆ ที่กล้าวางเป้าหมายความยั่งยืนที่ชัดเจน และดำเนินงานตามแผนอย่างเป็นรูปธรรม จนทำให้ในปี ค.ศ. 2021 เครือซีพีได้รับคัดเลือกติดอันดับผู้นำองค์กรยั่งยืนระดับโลก UNGC ระดับ LEAD ขณะเดียวกันเครือซีพียังได้เร่งเดินหน้าวางเป้าหมายยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนสู่ปี ค.ศ.2030 รวมทั้งสิ้น 15 เป้าหมายภายใต้ 3 เสาหลักคือ Heart – Health – Home ทั้งนี้ในช่วงผ่านมาได้ดำเนินการสำเร็จไปแล้ว 12 เป้าหมายและในปีนี้เราเพิ่มเป้าหมายมาอีก 3 เป้าหมายที่จะต้องบรรลุให้ได้ในอีก 8 ปีข้างหน้า

cp

“เป้าหมายความยั่งยืนจะทำให้สำเร็จได้ ผู้นำมีส่วนสำคัญอย่างมาก คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ซีอีโอเครือซีพีมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางบวกให้กับโลกใบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายที่จะร่วมแก้วิกฤตโลกร้อน จึงได้เร่งให้พนักงาน 4 แสนคนในกลุ่มธุรกิจของเครือฯ ทั่วโลกลงมือทำอย่างจริงจังและเร่งด่วนในการนำพาองค์กรสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี ค.ศ.2030  และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ.2050  แม้จะเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่เครือซีพีต้องทำให้สำเร็จให้ได้” 

ในปีที่ผ่านมาเครือซีพีได้เปิดเผยผลการดำเนินงานจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน 100% ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่องค์กรทั่วโลกนำมาคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยแบ่งเป็น 3  Scope หลักคือ Scope 1 กิจกรรมในองค์กรและยานพาหนะของกลุ่มธุรกิจในเครือซีพีที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้องรับผิดชอบคิดเป็น 3% ในส่วน Scope 2 คือปริมาณไฟฟ้าที่ซื้อ ความร้อน ไอน้ำและความเย็นที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้องรับผิดชอบคิดเป็น 9% และส่วนสุดท้ายคือ Scope 3 เป็นการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่กิจกรรมต้นน้ำยันปลายน้ำตลอดห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวโยงกับกลุ่มคู่ค้าและผู้มีส่วนได้เสีย เช่น สินค้าที่คู่ค้าผลิต การขนส่งสินค้าและกระจายสินค้าที่จะต้องรับผิดชอบคิดเป็น 88% 

อย่างไรก็ตามผู้บริหารและพนักงานในเครือซีพีได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ใน scope 1 และ scope2  ซึ่งเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร ทำให้ในปีที่ผ่านมาเครือซีพีสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1.07 ล้านตันขณะเดียวกันก็เริ่มดำเนินการใน scope 3 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใหญ่และท้าทายอย่างมาก แต่เครือซีพีจะไม่ละความพยายาม สิ่งสำคัญจะต้องอาศัยการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมไปถึงส่งเสริมให้ธุรกิจในเครือฯ ดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในองค์กร ลดการเกิดของเสีย นำมาสู่การเพิ่มมูลค่า การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ รวมไปถึงการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการทำธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนให้พนักงานร่วมกันปลูกต้นไม้ยืนต้นเพื่อช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนสนับสนุนเกษตรกรเพื่อหาวิธีลดก๊าซเรือนกระจกในการเพาะปลูก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ขององค์กรสู่ Net Zero ในปี 2050 

cp

โลกเปลี่ยนธุรกิจต้อง “ปรับ” : เปิด 5 Key Success เครือซีพีสู่ความยั่งยืน

ในเวที World Economic Forum 2022 แวดวงนักธุรกิจได้มีการวางเป้าหมายอย่างเอาจริงเอาจังในการหาแนวทางลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำอย่างไรเพื่อไม่ให้อุณหภูมิไปถึง 2 องศาเซลเซียล ทำให้หลายธุรกิจพยายามคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อที่จะช่วยกันแก้ปัญหาและมองไปถึง “การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ Climate Change Adaptation 

ในการหามาตรการจะปรับเปลี่ยนหาแนวทางอย่างไรที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น หากน้ำจะท่วมโลกจะต้องทำอย่างไร เทคโนโลยีใดจะช่วยได้ หากก๊าซคาร์บอนทะลุชั้นบรรยากาศ ธุรกิจจะต้องปรับอย่างไร ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญของภาคธุรกิจที่จะต้องร่วมรับผิดชอบรักษาโลกใบนี้ให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์ที่สุด เพราะวันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่าวิกฤตโลกรวน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้นมาก ถ้าหยุดไม่อยู่เราจะปรับตัวเพื่อความอยู่รอดให้ได้  

เพราะฉะนั้นหากจะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจสู่การเป็นองค์กรที่ยั่งยืน เครือซีพีได้มีการวางแนวทาง Key Success สำคัญ 5 ด้านคือ 1.ภาวะผู้นำ Tone at the Top เป็นเรื่องสำคัญ ผู้นำองค์กรจะต้องสร้างความตระหนักรู้และความเชื่อในการทำธุรกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนให้กับพนักงานและมีส่วนได้เสีย  2.วางเป้าหมายและมีการวัดผลตัวชี้วัดที่ชัดเจน และต้องมีการเปิดเผยผลการประเมินทุกปีเพื่อสร้างความโปร่งใส 3.ต้องมองกลไกทางการตลาดซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนจะต้องประเมินความเสี่ยง โอกาส และความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ เพราะขณะนี้สหภาพยุโรป (อียู) ได้เผยแพร่ร่างกฎหมายมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ซึ่งธุรกิจของไทยจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตรับกติกาสากลนี้ด้วยเช่นกันเพื่อให้ทันต่อการแข่งขันธุรกิจในตลาดโลก  4.นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ขณะนี้มีกลุ่มสตาร์อัพคิดค้นเครื่องช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเพื่อช่วยแก้โลกร้อน และ 5.สร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในแบบ PPP : Public Private Partnership  ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการแก้ปัญหาของโลก เราไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ ต้องอาศัยความร่วมมือเชื่อมโยงทุกคนต้องช่วยกัน

เรื่องความยั่งยืนเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในการร่วมรับผิดชอบสังคม ต้องสร้างความเชื่อว่าเราต้องทำมากกว่าเดิม เพื่อให้ดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้ และจะต้องลงมือทำจริง เห็นเป็นรูปธรรมและวัดผลได้”

ทั้งนี้การลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ประสิทธิภาพต้องอาศัยมาตรการต่าง ๆ ทั้งการสนับสนุนใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น การซื้อขายคาร์บอนเครดิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นธุรกิจจะต้องปรับตัวไม่เฉพาะการทำธุรกิจเพื่อหวังกำไร เพราะนักลงทุนที่มาร่วมทุนจะมองไปถึงการทำธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสังคมอย่างการระดมทุนเพื่อนำเงินไปใช้ในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในแบบ Green Bond รวมไปถึงภาครัฐอาจจะต้องมีแนวทางในการออกมาตรการภาษีคาร์บอน ซึ่งจะช่วยเร่งการจัดการก๊าซเรือนกระจกให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

cp

ตอบแทนโลก 2 เมตร เริ่มจากตัวเราเองเพื่อทุกคน

เครือซีพีได้เปิดตัวแคมเปญ “ตอบแทนโลก 2 เมตร” รณรงค์ให้พนักงานบริษัทในเครือซีพี และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้เกิดความตระหนักรู้ถึงปัญหาโลกร้อนผ่านแนวคิด “การตอบแทนโลก เชื่อมต่อกันได้”  ที่อยากจะเชิญชวนให้ทุกคนมาช่วยกัน ร่วมเป็นตัวอย่าง สร้างจิตสำนึกร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมชวนเพื่อน ชวนคนในครอบครัว มาทำกิจกรรม จากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัวเราใน 2 เมตร เช่น รีไซเคิลพลาสติก  การไม่สร้างขยะจากเศษอาหาร รวมไปถึงปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว 

 “ทุกวันนี้บางคนคิดว่าเราเป็นเหยื่อของสิ่งแวดล้อม เพราะความอยากของมนุษย์ไม่มีวันจบ แคมเปญตอบแทนโลก 2 เมตร  จะชวนให้เลิกคิดแบบนั้น และมาชวนให้ปรับมุมคิดว่าเราสามารถกำหนดอนาคตของตัวเราเองได้ เริ่มต้นง่ายๆ จากทำกิจกรรมที่เป็นผลบวกกับโลกรอบตัวเราในระยะ  2 เมตรให้ดีขึ้น กินอยู่อย่างพอดีพอควรไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อทุกคน เพราะการตอบแทนโลกทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบและทุกคนมีส่วนช่วยกันเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้  สิ่งสำคัญต้องเริ่มที่ตัวเราเองดีที่สุด ให้ไม่เป็นคนก่อปัญหา ไม่ใช่ตัวถ่วงของโลก ทุกคนมี 2 เมตรเท่ากัน ไม่ว่าจะรวย จน เป็นคนแก่ หรือเด็ก ทุกคนเท่าเทียมกัน ดังนั้นในทุกวินาทีเราสามารถตัดสินใจได้ว่าเราจะช่วยโลกใบนี้ได้อย่างไร” 

สรุป

ภาคธุรกิจอย่างเครือซีพีกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในการขับเคลื่อนช่วยแก้วิกฤตโลกร้อนด้วยการทำธุรกิจให้เกิดความสมดุลในทุกมิติของความยั่งยืนสู่การนำองค์กรบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ซึ่งปัญหาการลดอุณหภูมิของโลกไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ต้องอาศัยความร่วมมือในหลายภาคส่วนที่จะต้องช่วยกันเร่งมือตอบแทนโลกให้ดีขึ้น เริ่มต้นจากตัวเราเองในระยะ 2 เมตร และบอกต่อคนรอบข้างและขยายไปถึงสังคมและประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลงทางบวกให้กับโลกใบนี้เพื่ออนาคตของลูกหลานเรา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา