Gucci รับ จีนคือลูกค้ารายใหญ่ ไวรัส COVID-19 ระบาด ส่งผลให้ยอดขายตก

Gucci เผย ยอดขายตกเพราะไวรัส COVID-19 ระบาด พยายามทำทุกทางที่จะประคับประคองสถานการณ์ของธุรกิจตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการปิดหน้าร้านครึ่งหนึ่งในจีน (ในที่นี้ ไม่ได้ระบุว่าปิดจำนวนเท่าไร) และลดระยะเวลาการขายด้วย

จำนวนสาขา Gucci ที่มีอยู่ทั่วโลก ภาพจาก Gucci

CEO Francois Henri Pinault (ฟรองซัวส์ อองรี ปิโนลด์) ต้องออกมาเตือนนักลงทุนว่า ยอดขายตก “ยอดขายของเราตกมา 10 กว่าวันแล้ว” ซึ่งก่อนหน้านั้น ในช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ยอดขายเพิ่มขึ้น 11% จาก 4.36 พันล้านยูโร หรือประมาณ 1.4 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 4.77 พันล้านยูโร หรือ 1.6 แสนล้านบาท

จำนวนสาขา Gucci ในเอเชียและจีน กว่าครึ่งหนึ่งที่ต้องปิดหน้าร้าน อีกครึ่งหนึ่งเปิดขายแบบลดระยะเวลาทำการ ภาพจาก Gucci

ขณะที่ Jean Francois Palus รอง CEO ระบุว่า ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ยอดขายดีมาก แต่สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเมื่อไวรัส COVID-19 ระบาดส่งผลให้หุ้นของบริษัท Kering ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Gucci ติดลบ 2.85%

ต้องปิดหน้าร้านกว่าครึ่งหนึ่ง ต้องเลื่อนการเปิดตัวสินค้าใหม่ และต้องมาทบทวนดูว่าสินค้าใดที่จะสามารถปล่อยออกมาในประเทศใดได้บ้าง แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์จะกลับมาปกติเมื่อไร สิ่งที่ดิสรัปธุรกิจนี้แทนที่จะเป็นบริษัทคู่แข่งดันเป็นโรคระบาดที่ควบคุมยากและยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ

สินค้าแบรนด์หรูของบริษัท Kering สัญชาติฝรั่งเศสนี้มีทั้ง Saint Laurent, Balenciaga รวมทั้ง Gucci มีลูกค้าในแถบเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่น) ที่ใช้จ่ายเงินกับแบรนด์ ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าจีนที่มักจะชอปปิงในต่างประเทศ หลังจากที่เที่ยวบินไป-กลับจีนหลายแห่งถูกแคนเซิล ห้ามกรุปทัวร์จีนออกนอกประเทศ ก็ส่งผลกระทบต่อบริษัททันที

Gucci สาขาเซี่ยงไฮ้ จีน ภาพจาก Shutterstock

CEO Pinault เริ่มเห็นผลกระทบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนคนจีนเที่ยวในยุโรปและอเมริกาน้อยลง ในจีนเองทางบริษัทก็ต้องเพิ่มมาตรการเพื่อปกป้องพนักงานของตัวเอง เช่น การจ่ายค่าแท็กซี่ให้แทนที่จะต้องใช้ขนส่งสาธารณะเพราะเกรงว่าจะติดเชื้อไวรัส วิกฤตที่บริษัท Kering ต้องเจอ มีทั้งการประท้วงฮ่องกง จนมาถึงไวรัส COVID-19 ระบาด ซึ่งบริษัท Kering พึ่งพารายได้จาก Gucci มากถึง 83%

ที่มา – CNBC, Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา