ความเคลื่อนไหวล่าสุดในอุตสาหกรรมการเงินไทย หลังจากการประกาศว่า “CLICX” ความร่วมมือระหว่าง KTB, AIS และ OR ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เป็นรายแรกจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเงินดิจิทัลในประเทศ

ทำไมไทยต้องมี Virtual Bank
การได้รับอนุญาตในครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของ “CLICX” ในการก้าวสู่ธุรกิจธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย มาตรฐานการให้บริการ และความเข้าใจต่อพฤติกรรมทางการเงินของผู้ใช้งานยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “Bank in One CLICX” เพื่อเป็น Beyond Banking ผ่านเทคโนโลยี เช่น การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า, การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานจริง (real-life behavior) และการใช้ Alternative Data เพื่อ “เข้าใจผู้ใช้มากกว่าข้อมูลบนเอกสาร”
แม้ประเทศไทยจะมีอัตราการเข้าถึงโมบายแบงก์กิ้งที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ในเชิงโครงสร้างยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ธนาคารแบบดั้งเดิม (Traditional Bank) เข้าไปไม่ถึง
- กลุ่มอาชีพอิสระ (Gig Worker), พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และผู้มีรายได้ไม่ประจำ มักถูกปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารหลักเนื่องจากไม่มีสลิปเงินเดือนหรือหลักฐานทางการเงินตามมาตรฐานเดิม
- ธนาคารแบบเดิมมีภาระด้านค่าเช่าสาขาและพนักงานจำนวนมาก ทำให้การปล่อยสินเชื่อรายย่อย (Micro-finance) มีต้นทุนไม่คุ้มทุน ขณะที่ Virtual Bank ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนส่วนนี้ลงเพื่อขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น
- โจทย์ใหญ่ของไทยคือการนำคนออกจากวงจรหนี้นอกระบบ ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ จำเป็นต้องมีกลไกที่ “กล้ารับความเสี่ยง” มากขึ้นผ่านการใช้ข้อมูลชุดใหม่
โอกาสและจุดเปลี่ยนของการใช้ Alternative Data
จุดแข็งของ CLICX ไม่ได้อยู่ที่การเป็นธนาคารใหม่ แต่อยู่ที่ “คลังข้อมูล” (Data Ecosystem) จาก 3 พันธมิตร ซึ่งจะถูกนำมาใช้ทดแทนเอกสารทางการเงิน
- พฤติกรรมการจ่ายบิลและการสื่อสาร (AIS) ข้อมูลความสม่ำเสมอในการชำระค่าบริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต สามารถสะท้อนวินัยทางการเงินเบื้องต้นได้
- พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการเดินทาง (OR) ข้อมูลการเติมน้ำมันหรือการใช้จ่ายในร้านค้าพันธมิตร (Blue Card) ช่วยให้เห็นกำลังซื้อและรูปแบบการใช้ชีวิตที่แท้จริง
- ความเชี่ยวชาญด้านระบบการเงิน (KTB) การวางโครงสร้างบริหารความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือในระดับสถาบันการเงินขนาดใหญ่
CLICX ต้องการเป็น “แพลตฟอร์มที่เชื่อมโลกการเงินเข้ากับชีวิตจริง” (Embedded Banking) ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยสาขา เอกสาร หรือกรอบบริการแบบเดิม เปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้นและปลอดภัย ซึ่งการประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ผ่าน AI จะทำให้เกิดความแม่นยำกว่าการดูเพียงตัวเลขในสมุดบัญชี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยในกลุ่มตลาดใหม่
โอกาสทางธุรกิจและความท้าทายในอนาคต
1. Embedded Banking (การเงินที่กลมกลืนกับชีวิต) โอกาสอยู่ที่การเข้าถึงลูกค้าในจังหวะที่ “ต้องการใช้เงินพอดี” เช่น การเสนอสินเชื่อเติมน้ำมันที่หน้าปั๊ม หรือการผ่อนชำระสินค้าในระบบนิเวศของพันธมิตร โดยไม่ต้องสลับแอปพลิเคชัน
2. การบริหารความเสี่ยง คือ ความท้าทายสำคัญคือ Virtual Bank จะสามารถควบคุมหนี้เสีย (NPLs) ได้ดีเพียงใดเมื่อปล่อยกู้ให้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ การใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) จะแม่นยำพอที่จะสู้กับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้หรือไม่
3. การแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน ที่ปรับตัวเป็น Digital Bank เกือบสมบูรณ์แล้ว ดังนั้น CLICX และผู้เล่น Virtual Bank รายอื่นๆ จึงต้องสร้างความต่างในแง่ “User Experience” และ “ความง่าย” ที่เหนือกว่าแอปธนาคารเดิมที่มีอยู่
การเข้าสู่ตลาดของ CLICX ภายในปี 2569 จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า พลังของข้อมูลจากโทรคมนาคมและค้าปลีก จะสามารถทำลายข้อจำกัดทางการเงินแบบเดิมได้จริงหรือไม่ โดยปัจจัยตัดสินความสำเร็จไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คือการสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” และการทำให้กลุ่มรากหญ้าสามารถเข้าถึงทุนได้โดยไม่สร้างภาระหนี้สินที่เกินตัวให้กับระบบเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา