ชาวไร่สหรัฐแห่ปลูกกัญชามูลค่าตลาดปี 2018 แตะ 34,000 ล้านบาท

เมื่อกัญชาไม่ได้เป็นแค่ยาเสพติด สามารถใช้ทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคได้ หลายประเทศเริ่มปลดล็อกให้ปลูก และใช้สารสกัดจากกัญชาได้มากขึ้น

แม้ไทยจะยังไม่แสดงจุดยืนเรื่องนี้ชัดเจน (อาจจะเห็นนโยบายกัญชาจากบางพรรคการเมือง) แต่ที่สหรัฐอุตสาหกรรมกัญชามูลค่ากว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว

อุตสาหกรรมกัญชา 34,000 ล้านบาท ใช้ในวงการแพทย์-สิ่งทอ-วัสดุก่อสร้าง

ข้อมูลจาก New Frontier Data บอกว่าปี 2018 ในสหรัฐตลาดที่ใช้กัญชาเป็นพื้นฐานมีมูลค่าถึง 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 34,100 ล้านบาท) และคาดว่าปี 2022 จะเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่า

ทั้งนี้กัญชามีสาร 2 ชนิดหลัก ได้แก่ CBD (Cannabidiol) สามารถรักษาโรคได้หลายอย่าง เช่น บรรเทาอาการปวด คลายเครียด ฯลฯ และ THC (Tetrahydrocannabinol) ที่มีผลทางประสาทให้รู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้ม ซึ่งอาการเมากัญชาเกิดจากสารตัวนี้

ปัจจุบันอุตสาหกรรมกัญชาต้องการสาร CBD เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากใช้ทางการแพทย์ กัญชายังใช้ผลิตเส้นใย อุตสาหกรรมสิ่งทอ ไปจนถึงเป็นวัตดุก่อสร้าง และ CBD เริ่มใช้ในการตลาดอย่างแพร่หลายตั้งแต่แชมพู น้ำมัน รวมไปถึงหมวดสัตว์เลี้ยง

ล่าสุดหลังจากสหรัฐปรับเกณฑ์ให้กัญชาสำหรับการแพทย์ออกจากหมวดยาที่รัฐบาลควบคุม ยิ่งทำให้ความต้องการ CBD สูงขึ้น ตอนนี้ในตลาด ราคากัญชาที่ CBD สูงคุณภาพดีอยู่ที่ 35-40 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ (ประมาณ 1,085-1,240 บาทต่อปอนด์) 

เมื่อเทียบกับการปลูกผักคะน้าน้ำหนัก 1 ปอนด์ราคาอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกษตรกรสหรัฐหันมาปลูกกัญชามากขึ้นเรื่อยๆ จนปี 2018 สหรัฐมีพื้นที่ปลูกกัญชาอยู่ที่ 78,000 เอเคอร์ (ประมาณ 195,000 ไร่) เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ที่อยู่ที่ 9,649 เอเคอร์ (ประมาณ 24,122 ไร่)

แต่การที่เกษตรกรสนใจ และหันมาปลูกกัญชามากขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลให้อนาคต ราคากัญชาในตลาดจะถูกลง (เหมือนตอนราคาสินค้าเกษตรไทยราคาตกเพราะปลูกเยอะเกินความต้องการ) ทำให้มีกลุ่ม VoteHemp เกิดขึ้นโดยรณรงค์ให้การปลูกกัญชาเป็นแบบไม่แสวงหากำไร เพื่อสร้างการเติบโตในตลาดกัญชาระยะยาว

สรุป

แม้ว่ากัญชาจะสามารถสกัดสารมาใช้ทางการแพทย์ได้ แต่หากไม่มีมีการควบคุมการปลูกกัญชาอาจทำให้เกิดปัญหาด้านอื่นเพิ่มเติม เพราะในใบกัญชายังมีสารมีฤทธิ์ทางประสาท อย่างไรก็ตามรัฐบาลควรเปิดกว้างให้ข้อมูล และการศึกษาเรื่องกัญชาให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาการแพทย์ในภาพรวม

ที่มา CNN

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา