รางวัลคนเก่งคือได้งานเพิ่ม เมื่อคนขยันไม่ได้แปลว่าสบาย เพราะหัวหน้าชอบเรียกใช้ซ้ำๆ จนงานล้นมือ

รักงาน ขยัน อดทน ทำดีขนาดนี้งั้นเอาไปเลย งานเพิ่ม

เป็นเรื่องที่เจอได้ทั่วไปซะแล้วสำหรับคนทำงาน เมื่อคนที่ทำงานเก่ง รักการทำงาน และมีแรงกระตือรือร้น กลับกลายเป็นคนที่ต้องแบกงานมากที่สุดในออฟฟิศ จนบางทีก็อยากจะถามหัวหน้าว่าได้เกลี่ยไปให้คนอื่นบ้างหรือเปล่า

ใครที่กำลังคุ้นๆ ว่าในออฟฟิศมีเรื่องแบบนี้ หรือเจอมากับตัวเองต้องอ่าน เพราะมีงานศึกษาหนึ่งที่ออกมาบอกว่าเดอะแบกในออฟฟิศเหล่านี้อาจเป็นคนที่กำลังหมดไฟที่สุด

เมื่อรางวัลของคนขยัน คือการได้งานเพิ่ม

ทำไมคนเหล่านี้ถึงมีงานงอกมาไม่หยุดเลยล่ะ งานศึกษาของ Organization Science เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ทำการศึกษาผู้จัดการจำนวน 63 คน ซึ่งผู้จัดการคนหนึ่งได้บอกความจริงที่น่าตกใจ

เพราะสาเหตุที่ต้องไหว้วานงานกับพนักงานคนหนึ่งอยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะพนักงานคนนั้น ‘ทำงานได้ดี’ และมีท่าทีที่ ‘ดูไม่ได้รังเกียจ’ ในงานที่มอบหมาย ทำให้ต้องจำใจรับงานที่ไม่มีใครสนใจอยู่เสมอ

หรือแม้แต่สัปดาห์ที่ผู้จัดการพยายามแบ่งงานให้เฉลี่ยกันมากที่สุด ก็ยังไม่วายเรียกพนักงานคนเดิมๆ มากถึง 61 ครั้ง ใน 100 ครั้ง

อีกหนึ่งงานวิจัยที่ยืนยันว่าคนรักงานถูกใช้งานมากกว่าคนอื่นๆ ก็คืองานของนักวิจัย Sangah Bae จากมหาวิทยาลัย Northeastern และ Kaitlin Woolley จากมหาวิทยาลัย Cornell 

ทั้งสองได้ทำการทดลอง 10 ครั้ง กับผู้จัดการและพนักงานกว่า 4,300 คน ซึ่งสิ่งที่ค้นพบนั้นแทบไม่ต่างกัน เพราะหัวหน้ามักจะเลือกพนักงานที่ดูมีความสุขกับงานซ้ำๆ จนทำให้พนักงานเหล่านั้นต้องทำงานที่ไม่อยากทำ จนหลายครั้งเกินกว่าหน้าที่รับผิดชอบ 

ซึ่งมองเผินๆ ก็ดูเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ (มั้ง?) เพราะในเมื่อมองแล้วพนักงานคนนั้นยังดูสนุกในงาน สามารถจัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีความกระตือรือร้นที่จะรับงานไปทำต่ออีก ก็สมเหตุสมผลดีที่จะไว้วางใจและมอบหมายงานใหม่ๆ ให้อยู่เรื่อยๆ แต่สิ่งนี้เป็นเรื่องดีจริงเหรอ

คนเก่งเองก็เป็นมนุษย์ ฉันท้อ ฉันหมดไฟเป็น

แม้แต่คนที่ร่าเริงที่สุดก็ยังมีมุมที่อ่อนแอ ไม่ต่างอะไรกับพนักงานคนนั้นที่รักงานสุดชีวิต ก็มีวันที่ถอดใจได้เหมือนกัน และดูเหมือนว่าจะหมดไฟง่ายกว่าคนอื่นๆ เสียด้วย

เมื่อต้องทำงานน่าเบื่อซ้ำๆ และที่สำคัญอยู่นอกเหนือหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง ไม่แปลกเลยที่พนักงานผู้ขยันขันแข็งเหล่านี้ จะมีค่าความสุขที่ลดฮวบ

จากเดิม ก่อนที่จะถูกไหว้วานซ้ำๆ พนักงานกลุ่มนี้มีความพึงพอใจอยู่ที่ราว 5.19 คะแนน จาก 7 คะแนน แต่เมื่อต้องทำงานนอกความรับผิดชอบมากขึ้นตามคำเรียกร้องของหัวหน้า ระดับความพึงพอใจก็ตกลงมาเหลือเพียง 2.49 เท่านั้น

ขณะที่พนักงานที่รักงานน้อยกว่า และไม่อินกับสิ่งที่ทำอยู่มีคะแนนความพึงพอใจลดลงมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือจาก 2.08 เหลือ 1.24 แปลว่าจากคนที่เคยมีความสุขดีอาจกลายเป็นถอดใจได้ง่ายๆ แต่กลับกัน คนที่ไม่ได้พอใจอยู่แล้วนั้นไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่

สิ่งนี้ยังเกี่ยวพันกับภาวะหมดไฟที่อาจเกิดขึ้นได้ในตัวพนักงานคนเก่ง 

การที่หัวหน้าหรือผู้จัดการเลือกที่จะมอบหมายงานเพิ่มให้คนเดิมซ้ำๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความคิดที่ว่า ความกระตือรือร้นและพลังในการทำงาน จะช่วยให้พนักงานคนนั้นรอดพ้นจากภาวะหมดไฟได้

ความจริงก็คือความคิดนี้ผิดถนัด เพราะหลังจากที่ได้งานเพิ่มขึ้น พนักงานกลุ่มที่ขยันมากกว่าให้คะแนนภาวะหมดไฟอยู่ที่ 4.86 คะแนน จาก 7 คะแนน ซึ่งแทบไม่ได้ต่างอะไรกันเลยกับพนักงานกลุ่มที่ทุ่มเทน้อยกว่า เพราะมีคะแนนอยู่ที่ 4.93 แทบจะเท่ากัน

ซึ่งแสดงให้เห็นเลยว่า ไม่ว่าจะรักงานหรือไม่ หรือจะขยันหรือเปล่า ไม่ใช่ตัวการันตีการหมดไฟ เพราะสุดท้ายแล้ว ‘งาน’ ต่างหากที่เป็นตัวกำหนด

เมื่อพนักงานอยู่ไม่ไหว คำตอบคือการลาออก

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นในออฟฟิศบ่อยๆ นั่นก็คือการที่หัวหน้าไม่ทันได้รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่ากำลังทำพลาด

ความผิดพลาดนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Motive Oversimplification’ หรือการตีความแรงจูงใจอย่างผิวเผิน พูดง่ายๆ ก็คือ การเอานิสัยเดียวของพนักงานมาเป็นตัวตัดสินการทำงานของคนนั้นๆ 

ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา เมื่อมีงานที่ไม่ได้คาดคิด หรือต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ต้องหาคนมารับช่วงต่อ ตัวเลือกในใจของคนเป็นหัวหน้าจึงวนๆ อยู่กับแค่พนักงานไม่กี่คน โดยที่ไม่ทันได้เช็กว่าพนักงานคนนั้นได้งานเพิ่มไปแล้วหรือยัง หรือยังทำงานใหม่ไหวไหม

แน่นอนว่าเมื่อหัวหน้าไม่รู้ตัว และยังทำพฤติกรรมแบบเดิมซ้ำๆ ผลเสียจึงตกไปอยู่กับพนักงานคนขยันอย่างจัง 

เมื่องานที่ได้ดูจะมากกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด และนับวันมีแต่จะเพิ่มไม่เคยลด ก็มีโอกาสมากถึง 40% ที่พนักงานกลุ่มนี้จะมองหางานใหม่ จนนำไปสู่การสูญเสียคนเก่งอย่างน่าเสียดาย

ในงานวิจัยนี้ยังพูดถึงโอกาสในการได้รับโบนัส เพราะงานที่เพิ่มเข้ามาเกินกว่าหน้าที่ จนทำให้งานหลักนั้นช้าลงหรือประสิทธิภาพลดลง จากการกระจายงานที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งทำให้พลาดโบนัสสูงสุด 69 ครั้ง จาก 100 ครั้ง

แต่เรื่องนี้จะบอกว่าคนเป็นหัวหน้าผิดไปเสียหมดก็คงไม่ได้ เพราะหลายครั้งก็อาจไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาเปรียบ หรือให้ใครทำงานหนักกว่าใคร แต่ความไว้วางใจที่มากจนไม่กระจายไปให้คนอื่นๆ อาจทำให้พนักงานคนเดิมถูกงานกดดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สิ่งที่คนเป็นหัวหน้าต้องไม่ลืม คือคนที่เก่งที่สุดในทีม ไม่ได้หมายความว่าจะพร้อมรับงานได้เรื่อยๆ และคนที่ดูมีความสุขกับงาน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันหมดไฟ

เพราะไม่ว่าอินกับองค์กรหรือมีแพสชันในการทำงานแค่ไหน สุดท้ายแล้วทุกคนต่างก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน 

ที่มา: Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา