ผู้สูงวัยไทยประสบปัญหา ‘บ้านพักคนชรา’ ไม่เพียงพอ บางคนรอคิวนาน 15 ปี ส่วนที่มีอยู่ ก็อาจไม่ตอบโจทย์-ไม่ทั่วถึง

เราพูดกันมาหลายปีแล้วว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ แต่ทำไมวันนี้ เราถึงยังไม่พร้อมรับมือกับมัน?

thailand elder

‘สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ หรือ ‘สภาพัฒน์’ เผยว่า จริงๆ ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวตั้งแต่ปี 2567 แล้ว และภายในปี 2576 จะก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ (Super Aged Society) ซึ่งหมายถึงสังคมที่มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ด้วยโครงสร้างของประเทศไทยที่บุตรหลานจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองเพื่อหารายได้ ประกอบกับขนาดครัวเรือนที่เล็กลง จึงเป็นปัญหาที่ลดทอนศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุ

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แม้ผู้สูงวัยในไทยส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่กับคนในครอบครัว แต่แนวโน้มที่พบเห็นคือ สัดส่วนที่อาศัยอยู่เพียงลำพังนั้น ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดย

  • สัดส่วนผู้สูงวัยในไทยที่อาศัยเพียงลำพังในปี 2554: 8.6%
  • สัดส่วนผู้สูงวัยในไทยที่อาศัยเพียงลำพังในปี 2557: 8.8%
  • สัดส่วนผู้สูงวัยในไทยที่อาศัยเพียงลำพังในปี 2560: 10.8%
  • สัดส่วนผู้สูงวัยในไทยที่อาศัยเพียงลำพังในปี 2564: 12.0%
  • สัดส่วนผู้สูงวัยในไทยที่อาศัยเพียงลำพังในปี 2567: 12.9%

ประเทศไทยมีบ้านพักคนชราไม่เพียงพอต่อความต้องการ

poverty

แน่นอนว่าบุตรหลานคงไม่อยากให้บุพการีของตนต้องอยู่อาศัยเพียงลำพัง แต่หากต้องลาออกมาเพื่อดูแล ก็คงจะไม่ได้ 

ด้วยเหตุนี้ ‘โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย’ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญ แต่ในปี 2568 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พบว่า ไทยมีสถานประกอบการที่อยู่อาศัยสำหรับชาวสูงวัยเพียง 1,040 แห่งเท่านั้น แบ่งเป็น

  1. สถานบริบาล (Nursing Home): 944 โครงการ รองรับผู้ใช้บริการได้ 1.7 หมื่นคน
  2. โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ หรือ บ้านพักคนชรา (Residential): 96 โครงการ รองรับผู้ใช้บริการได้เกือบ 1.6 หมื่นคน

สภาพัฒน์เผยว่า บ้านพักคนชราในไทยมีอัตราการเข้าพักถึง 87.8% แต่หลายโครงการยังเน้นให้บริการแค่ผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้ชาวสูงวัยที่ไม่มีกำลังทรัพย์ ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในตัวเลือกยิ่งขึ้น

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นจาก ‘ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค’ ในปี 2569 ที่ทางสภาพัฒน์ได้มาจาก ‘The Active’ แล้วพบว่า มีคนรอเข้าพักมากกว่า 6,000 คน ทั้งๆ ที่รองรับได้เพียง 250 คนเท่านั้น ส่งผลให้บางรายต้องรอคิวนานกว่า 15 ปี

นอกจากนี้ สภาพัฒน์มองว่า การกระจายตัวของบ้านพักคนชรายังขับเคลื่อนโดยปัจจัยความคุ้มค่าและจำนวนประชากรในพื้นที่ มากกว่าพิจารณาตามความต้องการของผู้สูงวัยด้วย

หลักๆ แล้ว ราว 61.8% ของหน่วยบริการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยกระจุกตัวอยู่ใน 5 จังหวัดเศรษฐกิจคือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ นครราชสีมา และปทุมธานี 

กลับกัน จังหวัดที่มีหน่วยบริการรองรับน้อยมากที่สุดส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่มีผู้สูงวัยไม่ได้ทำงานแล้วสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ เช่น นครนายก ภูเก็ต และพังงา

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์เคยคาดการณ์ไว้ในปี 2566 ว่า ราวๆ 5% ของผู้สูงอายุทั่วไทยมีความต้องการที่อยู่อาศัยเฉพาะหรือบ้านพักคนชรา ซึ่งหมายความว่า หากช่องว่างดังกล่าวไม่ถูกแก้ไข ก็อาจนำไปสู่ปัญหาคุณภาพชีวิต หรือภาระการดูแลที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้

บ้านพักคนชรา ปลอดภัยทางกายภาพ แต่อาจไม่ปลอดภัยทางใจ

Elder

หนึ่งสาเหตุที่หลายคนอยากไปอยู่บ้านพักคนชราคือ การออกแบบที่อยู่อาศัยที่เน้นความปลอดภัยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน

ทั้งนี้ สภาพัฒน์อธิบายว่า การออกแบบบ้านพักคนชราที่มุ่งเน้นความปลอดภัยทางกายภาพมากเกินไป อาจทำให้บรรยากาศการอยู่อาศัยคล้ายกับนอนในสถานพยาบาล มากกว่าความเป็นบ้าน จนผู้สูงวัยรู้สึกขาดอิสระและศักดิ์ศรีในการดำเนินชีวิตได้

ที่สำคัญ สภาพัฒน์กล่าวว่า ข้อจำกัดของบ้านพักคนชราหลายแห่งในไทยคือ ผู้สูงวัยไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับที่อยู่อาศัยใหม่ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องย้ายออกจากถิ่นฐานเดิม จนเกิดเป็นผลกระทบทางจิตใจ

แม้ผู้เข้าพักจะได้เข้าสังคมกับเพื่อนสูงวัยด้วยกัน แต่สภาพัฒน์มองว่า การที่พวกเขาขาดปฏิสัมพันธ์กับคนต่างวัย เด็ก และสัตว์เลี้ยง อาจทำให้รู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม จนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือการถดถอยของสมรรถนะทางปัญญาเร็วขึ้น

ทางออกของประเทศไทยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

ในมุมมองของสภาพัฒน์ บ้านพักคนชราที่ดีควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมทางสังคม และยังคงอำนาจในการตัดสินใจให้กับผู้พักอาศัย มากกว่าเป็นการจัดระบบให้ผู้สูงวัยที่แยกขาดออกจากคนอื่นๆ

นอกจากนั้น สภาพัฒน์เผยว่า แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในไทยอาจเป็นไปได้ดังนี้

  1. ส่งเสริมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุให้มีความหลากหลาย: ภาครัฐควรเปิดโอกาสให้เอกชนและชุมชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผ่านมาตรการสนับสนุน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือการจัดสรรที่ดิน เพื่อเพิ่มจำนวนบ้านพักคนชราให้ทั่วถึง
  1. การพัฒนาเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน: สร้างระบบการดูแลที่ยกระดับคุณภาพชีวิตรอบด้าน ไม่ใช่แค่สุขภาพอย่างเดียว เช่น จัดกิจกรรมระหว่างวัย พัฒนาพื้นที่สาธารณะในชุมชน หรือบริการเพื่อนพูดคุย เพื่อสนับสนุนให้ชาวสูงวัยสามารถ “อยู่ดีและมีความหมาย”
  1. การสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมในการพัฒนาระบบที่อยู่อาศัยของคนต่างวัย: จัดตั้งระบบการแบ่งปันที่อยู่อาศัย โดยมีวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นตัวกลางบริหารจัดการ ตั้งแต่การคัดกรองประวัติผู้เข้าพัก ตรวจสอบความปลอดภัย จับคู่ผู้อยู่อาศัย ไปจนถึงการกำหนดข้อตกลงการอยู่ร่วมกัน

สุดท้ายนี้ ปัญหาโครงการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในไทยไม่ใช่แค่ปัญหาของคนวัยชราเท่านั้น แต่รวมถึงทุกคนในครอบครัวที่อยากเห็นบุพการีได้ใช้ช่วงบั้นปลายชีวิตอย่างมีคุณภาพ

ดังนั้น มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่ภาครัฐและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะหันมาดูแลประชากรสูงวัยอย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างอนาถ เพราะแม้ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้มากเท่าวัยอื่น แต่ครั้งหนึ่ง ทุกคนก็เคยเป็นฟันเฟืองสำคัญให้กับประเทศเช่นกัน

ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา