Three Man Down เคยบอกไว้ว่า “รถฉันบินไม่ได้” แต่ถ้าเป็น ‘Xpeng’ หรือ Xiaopeng แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีน จะบอกว่า “มันเป็นไปได้” และกำลังเกิดขึ้นจริง

‘Brian Gu’ ประธานของ Xpeng ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters ว่า บริษัทมีแผนเริ่มผลิตรถยนต์บินได้ในระดับอุตสาหกรรมภายในปีหน้า และเตรียมเดินหน้าผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (humanoid) ในช่วงไตรมาสที่ 4/2569
ความน่าสนใจคือ รถยนต์บินได้ของ Xpeng ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด เพราะมีคำสั่งซื้อจริงเข้ามาแล้วมากกว่า 7,000 รายการ โดยส่วนใหญ่ยังอยู่ในจีน ซึ่งบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการขออนุญาตจากหน่วยงานด้านการบินของประเทศ หากผ่านขั้นตอนนี้ได้ ก็จะเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการเปลี่ยนระบบขนส่งทางอากาศรูปแบบใหม่ หรือ UAM ให้กลายเป็นธุรกิจจริง
นอกจากนี้ Xpeng ยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีรถไร้คนขับ โดยเตรียมเริ่มทดสอบโรโบแท็กซี่ในเมืองกวางโจวภายในปีนี้ และจะขยายการทดสอบไปทั่วโลกผ่านพาร์ทเนอร์ตั้งแต่ปี 2570 โดยในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า บริษัทคาดว่าจะสามารถผลิตโรโบแท็กซี่ได้ในระดับหลักร้อยถึงหลักพันคัน
‘Gu’ ระบุว่า ในช่วงแรกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะถูกใช้ในบทบาทที่ใกล้ตัว เช่น พนักงานต้อนรับ หรือฝ่ายขายที่โต้ตอบกับลูกค้าได้ แต่ในระยะ 10-20 ปีข้างหน้า เขามองว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น และมีบทบาทมากกว่าแค่เครื่องมือเฉพาะทาง
ในอีกด้าน Xpeng ยังมีความร่วมมือกับ ‘Volkswagen’ ที่เพิ่งเริ่มผลิตรถ EV รุ่นแรกที่พัฒนาร่วมกันเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่ง Gu มองว่า ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกันได้ และบริษัทเองก็พร้อมจะจับมือกับผู้เล่นรายอื่นในแต่ละภูมิภาค เพื่อเร่งการเติบโต
ขณะเดียวกัน Xpeng ก็เร่งขยายตลาดต่างประเทศ โดยปัจจุบันเข้าไปทำตลาดแล้วราว 60 ประเทศนอกจีน ซึ่งในปีที่ผ่านมา ยอดขายประมาณ 10% และรายได้ราว 15% มาจากต่างประเทศ และบริษัทตั้งเป้าให้มากกว่าครึ่งของรายได้ทั้งหมด มาจากนอกจีนภายใน 5-10 ปีข้างหน้า
การประกาศในครั้งนี้ กำลังสะท้อนทิศทางใหม่ที่ Xpeng และบอกเป็นนัยยะว่า บริษัทรถยนต์ยุคนี้ กำลังกลายเป็น ‘บริษัทเทคโนโลยี’ มากขึ้น เส้นแบ่งระหว่างสองโลกนี้เริ่มจางลง เพราะรถยุคใหม่ไม่ได้แข่งกันแค่ฮาร์ดแวร์ แต่แข่งกันที่ซอฟท์แวร์ ระบบอัตโนมัติ และประสบการณ์ผู้ใช้งาน
หนึ่งในตัวอย่างคือ ‘Tesla’ ที่พัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ (FSD) และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ขณะที่ ‘BYD’ และ ‘Volkswagen’ ก็เร่งลงทุนในเทคโนโลยีของตัวเองมากขึ้น
เหตุผลก็ตรงไปตรงมา เพราะรถสมัยใหม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีแทบทุกจุด ตั้งแต่ระบบช่วยขับไปจนถึง AI ทำให้ค่ายรถมีทั้งแรงจูงใจ และศักยภาพในการขยับตัวเองไปเป็นบริษัทเทคนั่นเอง
ที่มา: Reuters
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา