ใครบอกว่าพาร์กินสันเป็นแค่โรคคนแก่ อาจจะต้องคิดใหม่ เพราะแพทย์จากโรงพยาบาลพระราม 9 บอกว่าอายุเฉลี่ยที่พบเจอของผู้ป่วยไทยกำลังลดลงเรื่อยๆ

นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลพระรามเก้า บอกว่า โรคพาร์กินสันคือการเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ทำให้การผลิตสารโดปามีนลดลง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการเคลื่อนไหวได้ช้าลง และอาจมีอาการมือสั่นร่วมด้วย
หากปล่อยไว้นานๆ โดยไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นจนถึงขั้นกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน มาจากการสะสมโปรตีน alpha-synuclein ที่ผิดปกติ ซึ่งในหลายครั้งเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม
และเมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดโปรตีนชนิดนี้ได้ ก็สะสมจนกลายเป็นโปรตีนขยะในร่างกาย โดยจุดเริ่มต้นอาจเกิดที่ลำไส้ แล้วส่งผ่านทางเส้นประสาทเข้าสู่ก้านสมองและสมองส่วนอื่นๆ ในที่สุด
ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมักมีอาการเริ่มต้นมาจากระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก แน่นท้อง หรือเรอได้บ่อยๆ ซึ่งมักทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าเป็นอาการของโรคในระบบทางเดินอาหารได้
ปัจจัยทางพันธุกรรมและการทำงานที่ผิดปกติของร่างกายก็ส่วนหนึ่ง แต่สาเหตุของโรคยังเกิดได้จากปัจจัยภายนอกของโลกเราในปัจจุบันที่เพิ่มความเสี่ยงได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น
- การสัมผัสสารเคมีกลุ่มยาฆ่าแมลง
- มลพิษทางอากาศ PM2.5
- การสะสมของไมโครพลาสติก
- สารเคมีที่ปนเปื้อนในบรรจุภัณฑ์อาหาร

นอกจากนี้ยังมีสัญญาณเตือนที่หลายคนอาจมองข้ามเพราะคิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับโรคพาร์กินสัน อย่างการนอนละเมอ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน
สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเสียงเตือนจากสมอง ที่เกิดขึ้นยาวนานได้ถึง 10-20 ปี ก่อนที่ร่างกายจะเกิดอาการสั่น และเมื่อเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น เคลื่อนไหวช้า มือสั่น หรือเดินสะดุด ก็อาจหมายถึงเซลล์สมองที่สูญเสียไปมากกว่าร้อยละ 60 แล้ว
ไทยขึ้นแท่นอัตราเพิ่มของผู้ป่วยสูงที่สุดในเอเชีย
จากเดิมประเทศไทยเคยพบผู้ป่วยพาร์กินสัน 1 คนต่อประชากร 1,000 คน แต่ นพ.สิทธิ เปิดเผยว่า ปัจจุบันนี้อัตราการป่วยของคนไทยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1 คนต่อประชากร 400 คนแล้ว หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี
ตัวเลขนี้ทำให้ประเทศไทย กลายมาเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอับดับ 1 ในเอเชีย ขณะที่ในภาพรวมทั่วโลก เอเชียยังเป็นภูมิภาคที่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเร็วที่สุดอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นโรคพาร์กินสันในปัจจุบันนี้ไม่ใช่แค่โรคคนแก่แบบภาพจำที่คุ้นชินอีกต่อไป และไม่ได้เป็นผลโดยตรงมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย
เพราะสถิติในปัจจุบันนี้กำลังบอกเราว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยพาร์กินสัน จากเดิมที่พบได้มากในช่วงวัย 60 ปี กำลังลดลงอยู่ที่ราว 50 ปี และยังเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มคนอายุ 40 ปี
โดยบางรายที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมอาจเริ่มแสดงอาการได้ตั้งแต่อายุ 30 ปี ด้วยซ้ำ ส่งผลกระทบต่อประชากรวัยทำงานโดยตรง

ไม่มียารักษาให้หายขาด แต่รู้เร็ว รักษาไว ก็ชะลอการเสื่อมได้
นพ.สิทธิ บอกว่า ในปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาพาร์กินสันให้หายขาด หรือหยุดการเสื่อมของเซลล์ประสาทได้โดยตรง แต่การดูแลแบบองค์รวมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติราว 80-90%
โดยขั้นตอนการรักษาโรคพาร์กินสันมีตั้งแต่
- การใช้ยาเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมอง
- การผ่าตัดฝังอิเล็กโทรดในสมองด้วยเทคโนโลยี Deep Brain Stimulation (DBS) ช่วยลดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า และลดการพึ่งพายา
- เทคโนโลยีอัลตราซาวด์ความเข้มสูง (Focused Ultrasound) เป็นการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้คลื่นเสียงยิงเข้าไปในสมองเฉพาะจุดเพื่อหยุดวงจรที่ผิดปกติ ซึ่งขยายผลได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยระยะแรก
โรคพาร์กินสันไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลตัวอีกแล้ว อีกทั้งอาการเบื้องต้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวโดยตรง เพียงไม่มองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย ก็จะช่วยให้เริ่มต้นรักษาได้ทันเวลา ทั้งยังรู้วิธีดูแลร่างกายได้อย่างรวดเร็วก่อนที่จะสายเกินไป
- คนไทย 20 ล้านคน กำลังเป็น ‘ไขมันพอกตับ’ เสี่ยงตับแข็ง-มะเร็งตับในอนาคต
- ไทยกำลังกลายเป็น ‘สังคมอ้วนเร็ว-อ้วนแรง’ รพ.บำรุงราษฎร์บอก ประเด็นไม่ใช่เรื่องรูปลักษณ์ แต่เป็นปัญหาสุขภาพร้ายแรง-เสี่ยงโรคเรื้อรัง
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา