ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) เป็นโจทย์ใหญ่ที่แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลกหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาทำลายและไมโครพลาสติกจากการฝังกลบทวีความรุนแรงขึ้น

‘ฮาตาริ’ แบรนด์พัดลมอันดับ 1 ของไทยที่อยู่มานานกว่า 35 ปี ได้ยกระดับครั้งสำคัญ จากการเป็น “ผู้ผลิต” สู่การเป็น “ผู้จัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์” ผ่านโครงการ ‘Fan It Forward’ ที่ใช้โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจ
Trade-In Model เมื่อความยั่งยืน ต้องมาพร้อมความคุ้มค่า
ฮาตาริเริ่มทดลองโครงการนี้มาตั้งแต่ปลายปี 2568 ก่อนจะเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการ โดยใช้กลยุทธ์ Trade-In หรือการนำพัดลมเก่า (แบรนด์ใดก็ได้ที่ไม่มีแบตเตอรี่) มาแลกรับเวาเชอร์ส่วนลด 200 บาท สำหรับการซื้อพัดลมใหม่ผ่านเว็บไซต์ www.hatari.co.th
หลายคนอาจคิดว่านี่คือโครงการ CSR ตามปกติ แต่แท้จริงแล้วการนำซากเครื่องใช้ไฟฟ้ากลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีคือ หัวใจสำคัญของแคมเปญ ข้อมูลเชิงสิ่งแวดล้อมระบุว่า การรีไซเคิลพัดลม 1 ตัว ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ย 4-5 กิโลกรัม CO₂e ฮาตาริจึงตั้งเป้าหมายนำพัดลมเก่าเข้าสู่ระบบ 4,000 ตัว เพื่อลดคาร์บอนให้ได้ 20 ตัน CO₂e ภายในปี 2570

วิเคราะห์อินไซต์คนรุ่นใหม่ ทำไมถึงตอบโจทย์ Eco-Pragmatism
พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ (Gen Z และ Millennials) โมเดลนี้ตอบโจทย์อย่างมีนัยสำคัญด้วย 2 ปัจจัยหลัก
- รักษ์โลกแบบจับต้องได้ (Eco-Pragmatism) คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การให้ผู้บริโภครับภาระค่าใช้จ่ายเพื่อรักษ์โลกอาจไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน การเสนอส่วนลด 200 บาท เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การตัดสินใจแยกขยะและนำมาคืนแบรนด์เป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่าขึ้น
- ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency matters) กลุ่มคนรุ่นใหม่กังวลเรื่องการฟอกเขียว (Greenwashing) แคมเปญนี้แก้ไขจุดอ่อนดังกล่าวด้วยการ “กางหลังบ้าน” ให้เห็นชัดเจนว่าพัดลมเก่าจะถูกนำไปทำอะไรต่อ ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

เปิดเส้นทาง Recycle Journey พัดลมเก่าไปไหน
กระบวนการจัดการของฮาตาริ เน้นการแยกวัสดุหลัก 3 ส่วนเพื่อนำไปหมุนเวียนต่อ ได้แก่
- พลาสติก นำไปบดเป็นเม็ดพลาสติกเพื่อฉีดขึ้นรูป ปัจจุบันทำเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ อย่างพวงกุญแจ และมีแผนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ เช่น เฟอร์นิเจอร์ เพื่อส่งมอบให้องค์กรต่างๆ
- เหล็ก นำเข้าสู่กระบวนการหลอมเพื่อนำกลับมาใช้งานใหม่
- ทองแดง หลอมและนำกลับมาผลิตเป็นสายไฟทองแดงใหม่อีกครั้ง

Experiential Marketing เปลี่ยน ESG เป็นไลฟ์สไตล์
เพื่อให้แนวคิดนี้เข้าถึงง่ายขึ้น ฮาตาริจึงเลือกใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงประสบการณ์ ผ่านงาน Hatari Fan It Forward ในวันรีไซเคิลโลกที่ผ่านมา โดยผสมผสานศิลปะและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ Green Garden Art Installation ที่เปลี่ยนชิ้นส่วนพัดลมเก่าเป็นสวนดอกไม้ ถ่ายทอดแมสเสจเรื่องการตีความมูลค่าของขยะพลาสติกใหม่ ไปจนถึงโซน Old Fan to New Charms ที่ให้คนร่วมงานได้ DIY พวงกุญแจจากพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งดึงดูดความสนใจจากกลุ่มวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี

คุณชัญญา พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานขายและการตลาด ฮาตาริ ระบุว่า การเติบโตของธุรกิจต้องไปพร้อมกับสังคม โมเดล Trade-In คือการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยแบรนด์มีแผนขยายจุดรับพัดลมให้ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดภายในปี 2026 นี้
คุณทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการวิจัยและพัฒนา เสริมว่า งานนี้เป็นเพียงกิจกรรมนำร่อง ในอนาคตบริษัทมีแผนนำพลาสติกรีไซเคิลมาผลิตเป็นสื่อจัดแสดงบนชั้นสินค้าเพื่อลดการใช้วัสดุใหม่ รวมถึงปรับกระบวนการผลิตระยะยาวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

บทสรุป
ก้าวต่อไปของฮาตาริผ่านแคมเปญ Fan It Forward เป็นการย้ำว่า การแก้ปัญหาด้านความยั่งยืนไม่สามารถทำได้โดยแบรนด์เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องออกแบบ “ระบบนิเวศ” ที่ดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วม ในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้อสินค้าจากฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว แต่มองหาจุดยืนและความรับผิดชอบที่แบรนด์มีต่อโลกใบนี้ด้วย
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา