5 บทเรียนจาก ‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)’ ที่คนทำงาน (ไม่) ควรอ่าน ถ้าอยากมีความสุข

เกิด แก่ ทำงานหนัก ตาย?

พนักงานใหม่

เป็นอีกครั้งที่ภาพยนตร์ของ ‘เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ ชวนให้สังคมตั้งคำถาม

แม้จะเป็นการเล่าเรื่องแบบเรียบๆ ไปเรื่อยๆ เสมือนชีวิตประจำวันของคนคนหนึ่ง แต่ด้วยความที่มันเหมือนชีวิตธรรมดาทั่วไปนี่ล่ะ มันจึงมีความเรียล และแฝงข้อคิดให้ตกตะกอนมากมาย

จากคำบอกเล่าของผู้ชมหลายท่าน ‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)’ ถือเป็นภาพยนตร์ที่รีเลทกับคนทำงานในยุคปัจจุบันได้ดี โดย Brand Inside ก็มองว่านี่คือภาพสะท้อนของชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร

เหนื่อยแต่ลาออกไม่ได้ อยากมีลูกแต่ไม่อยากให้เขาโตในสังคมแบบนี้ อยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ แต่ไม่กล้าพูดออกมา… นี่คือความอึดอัดของพนักงานบางส่วน ซึ่งต่อให้คุณจะทำงานมานานแค่ไหน สุดท้าย ก็ยังมีอีกหลาย ‘บทเรียน’ ให้จดจำ

**เนื้อหาดังต่อไปนี้มีการสปอยล์เนื้อเรื่องของ พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)**

1. ไม่ได้หาคนที่ ‘เก่ง’ ที่สุด แต่หาคนที่ ‘อดทน’ ที่สุด 

พนักงานใหม่

ทำงานวันเสาร์ได้ไหม? ถ้ามีคนปากระดาษใส่หน้า น้องโอเคหรือเปล่า? เงินเดือน 18,000 บาท แต่มีโอกาสไปดูงานต่างประเทศนะ

นี่คือสิ่งที่ ‘คนทำงาน’ ต้องเจอจริงๆ หรือ? 

ภายในเรื่อง เราเห็น ‘เฟรน’ และ ‘เต้น’ เฟ้นหาพนักงานใหม่มากมาย เจอทั้งคนที่เป็นเด็กจบนอก เคยทำงานต่างประเทศมาก่อน ไปจนถึงคนที่พูดได้ตั้ง 3 ภาษา พร้อมมีความมั่นใจในตนเองอย่างเต็มเปี่ยม

แต่สุดท้าย คนที่ทั้งสองเลือกกลับเป็น ‘จิดา’ เด็กสาวที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยและรีบหางานทำเพราะอยากเป็นอิสระจากที่บ้าน บุคลิกภาพก็ดูไม่ค่อยมั่นใจ แถมในเรซูเม่ยังใส่แถบพลังมาอีก

เพราะอะไรน่ะหรอ? เพราะหลังจากสัมภาษณ์ผู้สมัครมากหน้าหลายตา ทั้งสองคนก็รู้แล้วว่า คนเก่งๆ มี ‘ตัวเลือก’ มากมาย ซึ่งแปลว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องทนทำงานกับบริษัทที่สวัสดิการน้อย เงินเดือนต่ำ แถมใช้งานเยี่ยงทาสก็ได้

กลับกัน คนที่ไม่มีทางเลือกอย่างจิดา แม้ประสบการณ์อาจไม่เท่าผู้สมัครคนอื่นๆ แต่ก็ถูกเลือกเข้ามาทำงาน เพราะเธอเป็นคนเดียวที่รับเงื่อนไขนี้ได้จริงๆ

2. งานเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน ชีวิตไม่เหมือนกัน 

พนักงานใหม่

คุณคิดว่าเพื่อนร่วมงานข้างๆ คุณ เขาเผชิญปัญหาชีวิตเท่าตัวคุณไหม?

‘เฟรน’ กับ ‘เต้น’ คือ HR ที่ทำงานด้วยกันมาโดยตลอด ซึ่งดูเผินๆ ทั้งสองคนก็เหมือนจะเจอปัญหาคล้ายกัน แต่ความจริงแล้ว มันเป็นความเหมือนที่ต่างกันสิ้นเชิงต่างหากล่ะ

เต้นคือคนที่เติบโตมาในครอบครัวฐานะร่ำรวย และมีธุรกิจที่บ้านรองรับ เรียกได้ว่า ต่อให้ล้มยังไง ก็ยังล้มบนฟูก

ขณะเดียวกัน เฟรนคือพนักงานสาวที่บ้านเคยลำบากเพราะวิกฤตต้มยำกุ้ง แฟนก็ไม่ได้มีฐานะมั่นคง แถมในท้องยังมีเจ้าตัวน้อยนับถอยหลังรอวันคลอดอีก

สุดท้าย ปัญหาที่เผชิญมาด้วยกันทั้งหมด ทางออกของเต้นคือการลาออก เนื่องจากทนไม่ไหวแล้ว ขณะที่เฟรนไม่มีทางเลือกในการลาออกเลย

3. คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก หรือแค่ไม่อยากให้เด็กเติบโตในสภาพแวดล้อมแบบนี้? 

พนักงานใหม่

รู้หรือไม่? ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 มีจำนวน ‘เด็กเกิดใหม่’ น้อยลง 10% และภายใน 25 ปีข้างหน้า คนไทยวัยแรงงานจะลดเหลือครึ่งเดียวเท่านั้น 

คุณอาจคิดว่าเป็นเพราะคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Y และ Gen Z ไม่อยากมีลูกก็ได้นะ แต่คำถามคือ ใครจะอยากให้เด็กเติบโตในสภาพสังคมแบบนี้?

เอาแค่เรื่องพื้นฐานอย่างการศึกษาก่อน เราจะมั่นใจอย่างไรว่า พอถึงวัยเข้าโรงเรียนแล้ว ลูกจะไม่เจอ ‘ครู’ ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำร้ายร่างกายนักเรียน บูลลี่เด็ก หรือทำโทษเยาวชนอย่างไม่สมเหตุสมผล?

หรือต่อให้มีเงินส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนดีๆ ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ จะมั่นใจได้ไงว่าจะมีเงินส่งเขาเรียนจนจบ?

แล้วเรื่องสภาพแวดล้อมอีก PM2.5? ความขัดแย้งบนท้องถนน? โครงสร้างบ้านเมืองที่ปราศจากมาตรฐาน? คอร์รัปชัน? ไมโครพลาสติก? คุณคุมปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่? 

ไม่ถึงขั้นว่าต้องโตมาเป็นคนเก่งหรอกนะ แต่แค่เลี้ยงให้เขากลายเป็นคนที่ ‘โอเค’ ในสังคมเหมือนที่ ‘เฟรน’ บอก คุณจะทำอย่างไร? 

4. เมื่อ ‘เจ้านาย’ คือปัญหา แต่ ‘ลูกน้อง’ ไม่สามารถฟีดแบคอะไรได้เลย 

พนักงานใหม่

ท็อกซิก อารมณ์ร้าย ใช้งานหนัก บ้าอำนาจ ไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด แถมพอลาออก ยังหาว่าเราไม่อดทนอีก นี่มันหัวหน้าในฝัน (ร้าย) ชัดๆ

‘คุณจักร’ จากเรื่องพนักงานใหม่ คือเจ้านายดังที่กล่าวไปเลย ส่งผลให้ลูกน้องพากันลาออกคนแล้วคนเล่า ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อมีคนลาออก ภาระทั้งหมดก็มาตกอยู่ที่ HR อย่าง ‘เฟรน’

ถึงมันจะเป็นสิ่งที่ HR ควรทำอยู่แล้วก็เถอะ แต่ต่อให้เฟรนหาพนักงานใหม่มาได้กี่คน หากคุณจักรยังเป็นเจ้านายท็อกซิกแบบนี้ ยังไงๆ เดี๋ยวคนก็ลาออกอีก ซึ่งทางออกที่เหมาะสมคือ เธอควรเข้าไปคุยกับคุณจักรให้ใจดีกับลูกน้องมากขึ้นใช่ไหมล่ะ?

แต่ความจริงแล้ว มันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เพราะคนหนึ่งดันเป็นผู้มีอำนาจที่เลือกใช้อำนาจของตนเองอย่างเต็มสูบ ขณะที่อีกคนเป็นเพียงพนักงานธรรมดาที่ยอมคนและไม่กล้าพูดอะไร

นี่คือตัวอย่างของปัญหา ‘Power Dynamics’ ในที่ทำงาน ซึ่งจริงๆ การที่เจ้านายจะมีอำนาจมากกว่าลูกน้องไม่ใช่เรื่องผิดนะ แต่ทั้งสองฝ่ายควรรักษาสมดุลอำนาจไว้ด้วย เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

ซึ่งในสถานการณ์ของเฟรนกับคุณจักร เราเห็นเลยว่า ความแตกต่างทางอำนาจของทั้งสองคนก่อเป็นมวลความอึดอัดของคนที่อยู่คนละระดับกัน ทำให้สุดท้าย เฟรนก็ไม่กล้าฟีดแบคพฤติกรรมของคุณจักร และทำได้เพียงก้มหน้าแล้วหาพนักงานใหม่ต่อไป

5. ทำงานหนักจนตาย เขาก็หาคนใหม่มาแทนอยู่ดี (เผลอๆ โดนแทนที่ก่อนรู้ว่าตายด้วยซ้ำ) 

พนักงานใหม่

เปิดเรื่องมาไม่นาน ‘เฟรน’ กับ ‘เต้น’ ก็พบว่าลูกน้องคนใหม่ล่าสุดของ ‘คุณจักร’ อย่าง ‘จูน’ ไม่มาทำงานถึง 2 วันแล้ว 

โดยก่อนที่จูนจะหายไปนั้น เธอไลน์ไปหาเฟรนว่า โดนคุณจักรปากระดาษใส่หน้า ช่วยคุยให้หน่อยได้ไหม? และแน่นอนว่า เฟรนทำได้เพียงบอกให้เธออดทน

แม้จะหายไปแค่ไม่กี่วัน สิ่งที่ HR อย่างเฟรนกับเต้นต้องทำคือ หาพนักงานใหม่ เพราะงานยังต้องดำเนินต่อไป และคุณจักรก็เร่งกดดันให้หาลูกน้องใหม่เช่นกัน

ใครจะไปคิดล่ะว่าจูนไม่ได้แค่ทิ้งงานเฉยๆ แต่จริงๆ เธอเลือกจบชีวิตตนเอง

ในฐานะผู้ชม เราคงไม่รู้แน่ชัดว่า จูนเสียชีวิตเพราะทนแรงกดดันจากที่ทำงานไม่ไหวหรือเปล่า แต่ก็สามารถตีความไปทางนั้นได้ เพราะพี่สาวของเธอเล่าในงานศพว่า จูนเป็นคนเก่ง เป็นหัวหน้าครอบครัว และตนกับแม่ก็อยากให้จูนใช้ชีวิตบ้าง

สำหรับใครที่ยังอึดถึกทนกับงานที่ทำอยู่ จูนได้เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วนะว่า คนเก่งคนนี้ แม้จะถวายตัวให้การทำงานขนาดไหน พอตายจนเหลือแค่เถ้าธุลี องค์กรที่ทุ่มเทให้ ก็หาคนใหม่มาแทนอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการวิเคราะห์ในฐานะผู้ชมคนหนึ่งเท่านั้น แล้วคุณล่ะ ได้บทเรียนอะไรบ้างจากพนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)?

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา