เด็กเกิดใหม่ในจีนต่ำกว่า 9 ล้านคน เพียงหนึ่งทศวรรษหลังยุตินโยบายลูกคนเดียว

แม้จีนจะยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวมาเกือบ 10 ปี แต่จำนวนเด็กเกิดใหม่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในปี 2025 ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ตรงกันว่า ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ของจีนอาจลดต่ำกว่า 9 ล้านคนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949

ก่อนหน้านี้ จีนเคยทำสถิติเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 10 ล้านคนเป็นครั้งแรกในปี 2022 ที่ระดับ 9.56 ล้านคน ก่อนจะลดลงอีกในปี 2023 เหลือเพียง 9.02 ล้านคน แม้ปี 2024 จะฟื้นขึ้นเล็กน้อยเป็น 9.54 ล้านคน จากผลของการยกเลิกนโยบาย Zero-COVID ที่ทำให้คนกลับมาแต่งงานมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักประชากรศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า การฟื้นตัวระยะสั้นในปี 2024 เป็นเพียง ‘ภาพลวงตา’ และปี 2025 จะกลับเข้าสู่ขาลงอีกครั้ง 

‘He Yafu’ นักประชากรศาสตร์จากสถาบันวิจัย YuWa ประเมินว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 9 ล้านคนเป็นสถานการณ์ที่แทบเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ ‘Yi Fuxian’ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินถึงกับมองว่า ตัวเลขอาจร่วงไปถึงราว 7.3 ล้านคน ซึ่งจะเป็นระดับ ‘ต่ำสุดตลอดกาล’ สำหรับประเทศที่เคยมีประชากรมากที่สุดในโลก

คู่รักแต่งงานน้อยลง-เศรษฐกิจซบเซา

ต้นตอสำคัญของปัญหานี้อยู่ที่จำนวนการแต่งงานที่ลดลงอย่างรุนแรง เพราะในสังคมจีน การมีลูกนอกสมรสยังแทบไม่เป็นที่ยอมรับ ทำให้สถิติการแต่งงานสะท้อนแนวโน้มการเกิดได้โดยตรง

ในปี 2024 จีนมีคู่สมรสจดทะเบียนเพียง 6.1 ล้านคู่ ลดลงถึง 20% จากปีก่อนหน้า และเหลือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเมื่อสิบปีก่อน ขณะที่ราว 80% ของคู่ที่แต่งงานกันอยู่ในช่วงอายุ 20-30 ปี หมายความว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกไม่แต่งงานตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ ยังมีทั้งภาระทางเศรษฐกิจ ความคาดหวังทางสังคมที่ผู้ชายต้องมีบ้าน ต้องจ่ายสินสอด รวมถึงสภาพตลาดแรงงานที่ซบเซา ทำให้การแต่งงานกลายเป็นต้นทุนชีวิตที่สูงเกินเอื้อม

ขณะเดียวกัน ทัศนคติเรื่องการมีลูกยังคงถูกหล่อหลอมจากยุคนโยบายลูกคนเดียว ซึ่งกินเวลานานกว่าสามทศวรรษ แม้จีนจะเปิดทางให้มีลูกสองคนในปี 2016 และสามคนในปี 2021 แต่ในทางปฏิบัติ หลายครอบครัวยังคงมองว่ามีลูกคนเดียวก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งจำนวนผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ก็ลดลงตามโครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว

ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูก็เป็นแรงกดดันไม่แพ้กัน ผลสำรวจของ YuWa ในปี 2024 ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเลี้ยงลูกจนจบมัธยมปลายในจีนอยู่ที่ราว 70,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 2.5 ล้านบาท และในเมืองใหญ่อย่าง ‘ปักกิ่ง’ หรือ ‘เซี่ยงไฮ้’ ตัวเลขอาจพุ่งเกิน 127,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ 

หากนับตั้งแต่เกิดจนโตเป็นผู้ใหญ่ ค่าใช้จ่ายจะคิดเป็น 6.3 เท่าของรายได้ประชาชาติต่อหัว ซึ่งสูงเป็นอันดับสองของโลก รองจากเกาหลีใต้

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเตือนว่า หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป จีนจะเผชิญภาวะ ‘ขาดแคลนแรงงาน’ ในระยะกลางถึงยาว และจำนวนผู้บริโภคที่ลดลงจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจให้เข้าสู่วงจรถดถอย

รัฐบาลงัดทุกกลยุทธ์ กระตุ้นให้คนมีลูก

รัฐบาลจีนจึงเริ่มออกมาตรการกระตุ้นอย่างจริงจัง ตั้งแต่การยกเลิกค่าใช้จ่ายส่วนเกินสำหรับการคลอดบุตรภายใต้ประกันสุขภาพ ซึ่งอาจเริ่มเร็วที่สุดในปี 2026 ไปจนถึงเงินอุดหนุนดูแลเด็กเล็กทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา โดยให้ปีละ 3,600 หยวนต่อเด็กหนึ่งคนจนถึงอายุ 3 ปี

ในระดับท้องถิ่น บางเมืองถึงขั้นให้เงินสดแก่คู่แต่งงานใหม่ เช่น บางพื้นที่ใน ‘กวางโจว’ เสนอเงินอุดหนุนสูงสุด 80,000 หยวนสำหรับคู่ที่แต่งงานครั้งแรก และเพิ่มอีก 120,000 หยวนหากฝ่ายหญิงมีบุตร ขณะที่เมือง ‘เทียนเหมิน’ ในมณฑล ‘หูเป่ย’ ก็ให้เงินช่วยซื้อบ้านใหม่ถึง 60,000 หยวนสำหรับคู่แต่งงาน

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของนโยบายเหล่านี้ หลังเกิดปัญหาการเงินของรัฐบาลท้องถิ่นจนทำให้บางโรงเรียนอนุบาลไม่สามารถรับเงินอุดหนุนจากรัฐได้จริง ทั้งที่นโยบายเรียนฟรีปีสุดท้ายของอนุบาลเพิ่งเริ่มใช้ในปลายปี 2025

อีกทั้งแผนยกเลิกค่าใช้จ่ายการคลอดบุตรทั่วประเทศก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้งบจากแหล่งใด หากคำนวณจากการเกิดใหม่ปีละราว 9 ล้านคน จีนจะต้องใช้งบมากถึงกว่า 12,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งถือเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว

และถ้าจำกันได้ ยังมีอีกหนึ่งนโยบาย นั่นก็คือ การขึ้นภาษีถุงยาง ยาคุม และอุปกรณ์คุมกำเนิดทุกชนิด ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เพื่อหวังกระตุ้นให้คนมีลูกเพิ่ม ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับนโยบายนี้ โดยเฉพาะในยุคที่ค่าครองชีพและรายได้ยังตึงมือ แถมอาจเพิ่มความเสี่ยงใหม่มากกว่าช่วยแก้ปัญหาประชากร บางคนประชดแบบเจ็บแสบว่า “ถ้าคนยังซื้อถุงยางแทบไม่ไหว จะให้เขามีเงินเลี้ยงลูกได้ยังไง”

ถ้ายังเป็นแบบนี้ เอเชียพังแน่

ภาพของจีนในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง แต่คือสัญญาณเชิงโครงสร้างของประเทศมหาอำนาจที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่นโยบายกระตุ้นจากรัฐอาจช่วยชะลอได้บางส่วน แต่ยังไม่อาจเปลี่ยนทิศทางใหญ่ของประชากรได้ในระยะสั้น

และหากมองกลับมาที่ไทย ภาพก็เริ่มไม่ต่างจากจีนมากนัก ในปี 2025 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี และอัตราการเจริญพันธุ์รวมลดลงเหลือเพียง 0.86 ซึ่งต่ำเป็นอันดับสองของโลก รองจาก ‘เกาหลีใต้’ 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ปัญหาการเกิดน้อยไม่ใช่แค่เรื่องของจีนหรือประเทศพัฒนาแล้ว แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ ‘เอเชีย’ ทั้งภูมิภาค ที่อาจต้องเผชิญอนาคตซึ่งมี ‘ผู้สูงวัย’ มากกว่า ‘แรงงาน’ เร็วกว่าที่เคยคาดไว้มาก

ที่มา: Nikkei Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา