คนละครึ่งพลัส บน LINE MAN ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ร้านเล็กได้ยอดขาย ไรเดอร์ได้งาน ผู้บริโภคได้ประโยชน์

นโยบายของรัฐในการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยถ้ามาอย่างถูกที่ถูกเวลา จะช่วยสร้างการทวีคูณทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในวงกว้าง ภาพที่เห็นชัดที่สุดคือโครงการคนละครึ่งพลัส เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณ 50% ประชาชนใช้เงินตัวเอง 50% สร้างเงินสะพัดเกิดขึ้นในระบบอย่างมหาศาล

หนึ่งในกุญแจสำคัญคือ คือการที่คนละครึ่งพลัสมาเจอกับ “เดลิเวอรี” เป็นการสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ให้กับร้านอาหารระดับ SME เพิ่มรายได้ให้กับไรเดอร์ และอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคในการสั่งอาหาร ลองมาดูกันว่า โครงการคนละครึ่งพลัส สร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างได้อย่างไร

สร้างโอกาสรอดให้กับร้านอาหารขนาดเล็ก

ข้อมูลจาก LINE MAN ระบุว่า ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเติบโตขึ้นเฉลี่ย 4.2 เท่า โดยเฉพาะร้านขนาดเล็กที่มียอดขายต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน มียอดขายเพิ่มขึ้น 5.9 เท่า ทำให้ร้านมีกระแสเงินหมุนเวียนดีขึ้นในทันที

โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพ แต่มีการกระจายใช้งานทั่วประเทศ เช่น จันทบุรี,​ หนองบัวลำภู และอุตรดิตถ์ มีการใช้งานหนาแน่น โดยพบว่ายอดขายร้านอาหารเพิ่มขึ้น 8-9 เท่า แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง

จุดนี้แสดงให้เห็นว่า ร้านอาหารขนาดเล็กในชุมชนมีโอกาสอยู่รอดต่อไปได้ โดยพบว่ามีร้านที่ไม่เคยทำเดลิเวอรีมาก่อน แต่พอได้รับแรงจูงใจจากคนละครึ่งพลัส จึงตัดสินใจเข้ามาอยู่ในระบบ ทำให้มีช่องทางรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากหน้าร้าน 

ยังมีผลประโยชน์ทางอ้อม คือ เป็นการบังคับให้ร้านอาหารขนาดเล็กปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัล ลดความยุ่งยากในการจัดการเงินสด และทำให้หลายร้านตัดสินใจทดลองใช้บริการเดลิเวอรี

งานที่มากขึ้น คือรายได้ที่เพิ่มขึ้นสำหรับไรเดอร์

เมื่อร้านอาหารมีออเดอร์เพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาทันทีคือ “งาน” ของพี่น้องไรเดอร์ ก็เพิ่มขึ้นด้วย แปลว่ารายได้ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ข้อมูลจาก LINE MAN ระบุว่า ไรเดอร์มีรายได้เพิ่มขึ้น 15-25% ต่อวัน เนื่องจากออเดอร์ที่เข้ามาตลอดทั้งวัน 

เฉพาะ LINE MAN มีออเดอร์กว่า 2 ล้านออเดอร์ใน 5 วันแรก และพบว่ามีออเดอร์รวมกว่า 8 ล้านออเดอร์ใน 3 สัปดาห์แรกของโครงการ

เมื่อมีออเดอร์เข้ามาตลอดทั้งวัน ไรเดอร์ก็ไม่ต้องเสียเวลารองานนาน และการมีออเดอร์กระจายไปยังร้านค้ารายย่อย ทำให้ไรเดอร์มีโอกาสรับงานในระยะใกล้ที่บ่อยขึ้น ประหยัดทั้งเวลาและน้ำมันไปในตัว

ช่วยหมุนวงล้อเศรษฐกิจให้กับผู้บริโภค

นอกจากร้านอาหารขนาดเล็กและไรเดอร์แล้ว แน่นอนว่าสำหรับผู้บริโภคและสังคม ก็ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เช่นกัน อันดับแรกคือ ช่วยลดค่าครองชีพได้จริง ข้อมูลจาก LINE MAN พบว่าผู้บริโภคมียอดสั่งซื้อต่อบิลเพิ่มขึ้น 15% แปลว่า สามารถสั่งอาหารที่มีคุณภาพมากขึ้นหรือปริมาณมากขึ้นได้ จากเงินอุดหนุนของรัฐบาล

ข้อมูลจากรัฐบาลยังบอกอีกว่า ผู้บริโภคมีการใช้เงินส่วนตัวมากกว่าเงินอุดหนุนจากโครงการคนละครึ่งพลัส สะท้อนภาพว่า นี่คือโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจหลายรอบ ตั้งแต่คนซื้อ ไรเดอร์ ร้านค้า ไปจนถึงซัพพลายเออร์ที่ส่งวัตถุดิบให้ร้านเหล่านั้น

บทบาทของ LINE MAN ในฐานะแพลตฟอร์มผู้เชื่อมต่อ

LINE MAN ในฐานะของแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่ “เชื่อม” ทุกฝ่ายเข้าด้วย มีส่วนช่วยสร้างการรับรู้ จัดแคมเปญเพื่อเพิ่มความคุ้มค่าและกระตุ้นให้คนเลือกสั่งผ่านแอปเดลิเวอรีมากขึ้น อาทิ การลดค่า GP พิเศษเหลือ 7-9% สำหรับร้านที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนให้ร้านค้าขนาดเล็กมีกำไรเหลือมากขึ้น

ในช่วงพีกของโครงการ LINE MAN มียอดออเดอร์ที่ใช้สิทธิ์คนละครึ่ง สูงกว่า 8 ล้านออเดอร์ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ และกวาดยอดขายไปเกือบ 250 ล้านบาทในช่วงเริ่มต้นเพียงไม่กี่วัน สะท้อนถึงความเป็นผู้นำในด้านจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมกว่า 35,000 – 40,000 ร้านค้า หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของร้านที่เข้าร่วมทั้งหมด

และจากพฤติกรรมการสั่งอาหารผ่านโครงการคนละครึ่ง พบกลุ่มอาหารที่มียอดสั่งซื้อสูงสุด 3 อันดับแรกคือ

  • อันดับ 1 อาหารตามสั่งและจานเดี่ยว นี่คือกลุ่มที่โตแรงที่สุด เพราะตอบโจทย์ความคุ้มค่า ผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิ์คนละครึ่งเพื่อสั่งอาหารมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นในราคาหลักร้อย (จ่ายจริง 50 บาท) ทำให้ร้านประเภทนี้มียอดออเดอร์หนาแน่นที่สุด
  • อันดับ 2 ก๋วยเตี๋ยวและอาหารเส้น เป็นเมนูยอดฮิตตลอดกาลที่คนเลือกสั่งผ่านเดลิเวอรี ข้อมูลระบุว่าร้านก๋วยเตี๋ยวในชุมชนมียอดออเดอร์ใหม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากการที่ลูกค้ากล้า “ลอง” ร้านใหม่ๆ เพราะมีรัฐช่วยจ่าย
  • อันดับ 3 เครื่องดื่มและคาเฟ่ ชานมไข่มุกและกาแฟเป็นกลุ่มที่มียอดสั่งซื้อ “ความถี่สูง” โดยเฉพาะในช่วงบ่าย คนมักใช้สิทธิ์ที่เหลือจากมื้อกลางวันมาใช้กับเมนูเหล่านี้

ข้อมูลส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า ร้านค้าประเภทสตรีทฟู้ดได้รับความนิยม ตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่เน้นช่วยร้านค้ารายย่อยเป็นหลัก

สรุปโครงการ วิน-วิน สำหรับทุกคน

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้กำกับนโยบายประกาศบนเวทีหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยพ้นจากการติดหล่มเรียบร้อยแล้ว เพราะหน้านี้คาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจว่าจะโตแค่ 0.3% แต่วันนี้เโต 1.8% หรือคิดเป็นเงินปี 2568 เศรษฐกิจไทยโต 300,000 ล้านบาท โดยมาจากคนละครึ่งพลัสและเที่ยวดีมีคืน

โครงการคนละครึ่งพลัส พิสูจน์แล้วว่า “วิน-วิน” กับทุกฝ่าย ร้านค้าเล็กๆ มีทางรอด ไรเดอร์มีรายได้เพิ่ม และแพลตฟอร์มก็ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่มีประสิทธิภาพ ผู้บริโภคได้รับการช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพ หากมีการต่อยอดในเฟสถัดไป ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ใช่การแจกเงินเยียวยา แต่เป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น 

*Disclaimer: Brand Inside เป็นบริษัทในเครือของ LINE MAN Wongnai

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา