ศุภวุฒิ สายเชื้อ เตือนไทยรับความจริง เลิกพึ่งแต่ ‘อุตสาหกรรม’ เพราะ Wellness Economy คือเกมใหม่ที่ต้องเล่น

ไม่ต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์ก็สัมผัสได้ ว่าเป็น ‘คนไทย’ ปีนี้มันเหนื่อยจริงๆ 

เศรษฐกิจไทย

หันไปดูภาพใหญ่ช่วงนี้ก็จะเห็นว่าสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าแบบไม่เกรงใจใคร กระทบต่อภาคการส่งออกไทย

จีนเองก็ชะลอการมาเที่ยวไทยลง ภาคบริการจึงถดถอย ส่วนภาคเกษตรเองก็หดตัว กลายเป็นว่า 3 เครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยหลัก ‘ดับหมด’ ไม่เหลือแรงส่ง

ไม่แปลกใจว่าทำไม KKP Research จึงปรับคาด GDP ปี 2025 ลงเหลือโตแค่ 1.6%

ถามว่าเรามีความหวังอยู่บ้างไหม คำตอบในมุมมองของดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงิน KKP คือ มี แต่ที่สำคัญคือไทยต้อง “ยอมรับความจริง” และผ่าตัดเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 

จุดจบของโลกาภิวัฒน์ ทำให้ไทยต้องเล่นเกมใหม่?

ในงาน ITD Research Forum 2025 ดร. ศุภวุฒิ อธิบายว่า โจทย์ใหญ่ที่ไทยกำลังเผชิญ “มาจากการที่มหาอำนาจทั้งสองไม่ลงรอยกัน และมีแนวนโยบายแตกต่างกันมาก”

เช่น จีน โฟกัสการดำเนินนโยบาย Made in China 2025 ใน 10 อุตสาหกรรมหลัก โดยเน้นไปที่สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งหมายความว่า จีนจะพึ่งพาตลาดภายนอกน้อยลง

ส่วนสหรัฐฯ ก็ฉีกตำราการค้าเดิมทิ้งไปหมด โดยมองว่าสหรัฐฯ ถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด จึงพยายามลดบทบาทตัวเองออกจากข้อตกลงพหุภาคีหลายๆ กรอบ เช่น WTO และ Paris Climate Accords รวมถึงการใช้นโยบายกำแพงภาษี

การที่ทรัมป์ดำเนินนโยบายแบบนี้ ดร. ศุภวุฒิ อธิบายว่า “เป็นเหมือนการรื้อถอนสถาปัตยกรรมของเศรษฐกิจโลกเดิมๆ ทิ้ง” ทำให้เกิดกระแสใหม่คือ Deglobalization 

และที่สำคัญ ดร. ศุภวุฒิ มองว่า “แม้โดนัลด์ ทรัมป์ จะลงจากอำนาจไปแล้ว แต่ก็ไม่ง่ายที่โลกจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม” เพราะทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในพรรครีพับลิกันต่างก็เห็นด้วยในกำแพงภาษี และการเจรจาการค้าเป็นรายประเทศแบบทวิภาคี

แนวทางของสองมหาอำนาจทำให้ภาวะโลกแบ่งขั้ว (Decoupling) ถูกเร่งขึ้น เพราะจีนเองก็ดูจะมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นล่าสุดที่ดูจะไม่สะทกสะท้านไม่ว่าอเมริกาจะขึ้นภาษีเท่าไหร่

โจทย์ของไทยต่อไปคือจะจัดการความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจเหล่านี้ยังไง

อาจต้องเริ่มคิดเรื่อง CPTPP และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

จากทิศทางมหาอำนาจที่เปลี่ยนไป ดร. ศุภวุฒิ เสนอว่า “เราอาจต้องมาคิดเรื่องการเข้าร่วม CPTPP ซึ่งถือว่าเป็นข้อตกลงที่ค่อนข้างทันสมัย ลึกซึ้ง และครบถ้วน”

เพราะตอนนี้ สหรัฐฯ และจีนรวมกันครอง GDP ของโลกนี้ 40% ส่วนประเทศที่เหลือรวมกันราว 60% การรวมกลุ่มสร้างโครงสร้างการค้ากันเองก็เป็นเรื่องที่ควรทำ

นอกจากนี้ ดร. ศุภวุฒิ ยังเสนอว่าไทยควรเริ่มทำกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund)

เพราะตอนนี้ ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับ 12 ของโลกที่ 9.28 ล้านล้านบาท 

เศรษฐกิจไทย ต้องผ่าตัดใหญ่

นอกจากจะแก้เศรษฐกิจเป็นจุดๆ แล้ว ดร. ศุภวุฒิ ในฐานะประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังเสนอว่าไทยควรปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 

ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ปี 2571-2575 ซึ่งกำลังร่างอยู่ สภาพัฒน์ฯ วางกรอบการพัฒนาให้ตอบโจทย์ 7 ข้อ

เช่น ลดการพึ่งสหรัฐฯ เปิดเสรีภาคเกษตร สร้างความทันสมัยให้ภาคเกษตร พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงปฏิรูปการศึกษา

Condo Bangkok

ดร. ศุภวุฒิบอกว่า “ตามแผนนี้ต้องรับสภาพว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงจากประเทศอุตสาหกรรม เป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยอาหารและสุขภาพ (Wellness-driven Economy)”

แนวทางนี้ถือว่า เป็นการขยับประเทศ ‘ออกจาก’ ภาคการผลิต ไปสู่ภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า และยังเข้ากับแนวโน้มสังคมสูงวัยที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก 

โอกาสของไทยตามแผนนี้อยู่ที่ จีน ซึ่งแม้จะรุ่มรวยวัฒนธรรมการกิน แต่ความเป็นจริงกลับ ‘ขาดดุลอาหาร’ มาตั้งแต่ปี 2004 ทำให้ต้อง ‘นำเข้า’ อาหารต่อเนื่องเกิน 20 ปี และที่สำคัญคือแผน Made in China 2025 ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม โอกาสตรงนี้ก็ไม่ใช่จะคว้าง่ายๆ เพราะเรายังต้องเปิดเสรีภาคเกษตรเพื่อให้ต้นทุนอาหารสัตว์ถูกลง ต้องสร้างความทันสมัยให้ภาคเกษตร และยังต้องปรับปรุงระบบโลจิสติกส์อีกด้วย 

แม้จะยาก แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือ Blue Ocean ที่ยังแข่งขันไม่เดือด และประเทศไทยเองก็มีดีในเรื่องอาหารและบริการด้านสุขภาพอยู่เหมือนกัน

ที่มา: ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “พลวัตเศรษฐกิจโลกกับโจทย์ใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา” โดย ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ในงาน ITD Research Forum 2025

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

mm
บาส รชต สนิท - นักข่าว นักเขียน ที่ Brand Inside | สนใจด้าน Future of Work, สิทธิคนทำงาน, สิ่งแวดล้อม, การเมืองโลก, ปัญหาทุนนิยม และ สิทธิมนุษยชน