มุมมองการลงทุนปี 2020 จาก SCB ลุ้นเม็ดเงินต่างชาติซื้อหุ้นไทย จับตาดูหุ้นฮ่องกงมูลค่ายังถูก

Brand Inside นำมุมมองจาก SCB Wealth Holistic Experts เกี่ยวกับการลงทุนในปี 2020 ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งมุมมองหุ้นไทยมองว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และอาจได้ลุ้นเม็ดเงินจากต่างชาติ ขณะที่หุ้นต่างประเทศแนะจับตามองที่ฮ่องกง

ศรชัย สุเนต์ตา SCB CIO Office
ศรชัย สุเนต์ตา – ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลด้านการลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน (SCB Chief Investment Office) ธนาคารไทยพาณิชย์

ศรชัย สุเนต์ตา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลด้านการลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน (SCB Chief Investment Office) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกพร้อมกลยุทธ์การลงทุนปี 2020 ในยุค New Normal ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในช่วง Late Cycle โดยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-คู่ค้าหลักๆ ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอลง โดยการที่เศรษฐกิจโลกเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตนานมากขึ้น ดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ศรชัย มองว่าโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกมีน้อยลงเช่นกัน เพราะมีข้อจำกัดในการส่งผ่านนโยบายการเงิน เห็นได้จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่สูงโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ภาคการเงินก็ระมัดระวังการให้สินเชื่อ และธนาคารกลางหลายแห่งยังต้องการเก็บกระสุนที่มีจำกัดไว้ เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต นอกจากนี้ประเทศต่างๆ มีแนวโน้มใช้นโยบายการคลังควบคู่กับนโยบายการเงิน ซึ่งนโยบายการคลังก็มีข้อจำกัดจากการมีหนี้สาธารณะซึ่งอยู่ในระดับสูง

ผลจากการใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่เริ่มผ่อนคลายลง โดยประธานาธิบดี ทรัมป์ น่าจะมีท่าทีที่อ่อนลงในประเด็นสงครามการค้าในช่วงปีหน้า ก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับตลาดการเงิน และประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ไม่อยากให้เกิดเศรษฐกิจถดถอยสมัยของเขาเอง

นอกจากนี้ ศรชัย มองว่าโอกาสที่เศรษฐกิจถดถอยถือว่ายังน้อยอยู่มาก แม้เศรษฐกิจภาพใหญ่ยังดูไม่สดใส แต่สินทรัพย์เสี่ยงได้ตอบรับปัจจัยนี้เข้าไปแล้ว ดังนั้นถ้าหากเริ่มจับสัญญาณการกลับตัวที่จะบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่สำคัญๆ เช่น

  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เริ่มปรับเพิ่มขึ้น
  • ปริมาณสินค้าคงคลังลดลง
  • กำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มมีเสถียรภาพหรือไม่ปรับลดลง

ศรชัย มองว่านี่ถือเป็นสัญญาณ Bottom Out ที่ควรจะเริ่มเข้าลงทุนได้ โดยกลยุทธ์การลงทุนในปี 2020 คือ หาจังหวะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้น โดยเลือกลงทุนในตลาดหุ้น หรือในอุตสาหกรรมที่ราคาปรับลดลงมามาก จนต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน หรือ Laggard โดยตลาดหุ้นที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่

  • ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา แนะนำ กลุ่มธุรกิจสุขภาพ ซึ่ง Valuation อยู่ในระดับต่ำ ระดับกำไรมีแนวโน้มที่ดี โดยควรรอเข้าลงทุน หลังมีความชัดเจนของนโยบายด้านสุขภาพ
  • ตลาดหุ้นในทวีปเอเชีย จากสงครามการค้าที่มีแนวโน้มดีขึ้น
    • ตลาดหุ้นจีน ซึ่งได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
    • ตลาดหุ้นฮ่องกง ในกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานบางตัว เช่น รถไฟใต้ดิน เป็นต้น

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก แนะนำให้เข้าลงทุนใน REITs ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอัตราการปันผลของ REITs ในไทยและต่างประเทศเริ่มปรับสูงขึ้น จากการที่ถูกเทขาย ศรชัยแนะนำให้รอและทยอยเข้าลงทุน เมื่ออัตราการปันผลเพิ่มขึ้นอยู่ระดับ 5.4-6.0%

อย่างไรก็ดี ศรชัย แนะนำให้หลีกเลี่ยงลงทุนในตราสารหนี้เอกชน High Yield แต่เน้นลงทุนในตราสารหนี้เอกชนในระดับเครดิตที่ดีมีเสถียรภาพ ด้านสินค้าโภคภัณฑ์แนะนำลงทุนในน้ำมัน และหลีกเลี่ยงลงทุนในทองคำ

นอกจากนี้ในระยะยาวแล้ว ศรชัย แนะนำ 5 ธีมการลงทุนในอนาคต ซึ่งนักลงทุนสามารถลงทุนได้ผ่านตลาดหุ้นหรือผ่าน Private Equity ได้แก่

  1. เทคโนโลยี 5G
  2. ผู้สูงวัย ซึ่งอนาคตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  3. รถยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
  4. Dematerialization ศรชัยได้ยกตัวอย่างถึง Music Streaming ที่ไม่ต้องใช้ CD แต่อย่างใด หรือ Video Streaming ที่ไม่ต้องใช้ DVD หรือ Blu-ray
สุกิจ อุดมศิริกุล
สุกิจ อุดมศิริกุล – กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสำหรับในปีหน้ามีมุมมองเป็นบวกมากขึ้น อย่างไรก็ดียังคงมีความเสี่ยงด้านมหภาค เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน แต่คาดว่าเศรฐกิจโลกยังคงเติบโตได้แม้อัตราการเติบโตต่ำ แต่ไม่ถึงขั้นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศหลัก เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน รวมถึงประเทศเกิดใหม่ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น QE ไว้รองรับความเสี่ยงแล้วตั้งแต่ปลายปี 2562

สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. 2 ครั้ง การออกมาตรการกระตุ้นเศษฐกิจของรัฐบาลทั้งด้านการบริโภค การท่องเที่ยว รวมถึงงบประมาณปี 2563 ที่คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้ต้นปี 2563 จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2563 ให้เติบโตได้ แม้จะยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านการส่งออก ทั้งนี้ คาดว่า การลงทุนของรัฐบาลและเอกชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2563

สุกิจ ยังเสริมว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามในกลุ่ม Emerging Markets ซึ่งยังคงตามหลังตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ และ ยุโรป ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่แล้วหลายตลาดฯ ทำให้ผลตอบแทนเริ่มจำกัด ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ มีความน่าสนใจมากขึ้นในปี 2563 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสหรัฐฯ กับจีนสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากันได้ในเบื้องต้น

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงหุ้นไทยเริ่มจำกัดเนื่องจากคาดว่าการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิในปี 2562 สิ้นสุดแล้ว ในขณะที่กำไรสุทธิมีโอกาสฟื้นตัวในปี 2563 ประมาณ 8-10% YoY และหุ้นไทยเองยังได้ลุ้นกับเม็ดเงินจากต่างชาติที่มีโอกาสจะไหลเข้ามาได้ด้วย คาดว่าในปี 2020 นั้น SET Index จะอยู่ในช่วง 1,600 ถึง 1,800 จุด

กลยุทธ์การลงทุนในปีหน้า แนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ เน้นหุ้นที่มีเงินปันผล ราคาไม่แพงและกำไรสุทธิยังคงเติบโตได้แม้ไม่สูงก็ตาม เพื่อลดความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว เช่น

  • กลุ่มค้าปลีก
  • การแพทย์
  • นิคมอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ สุกิจ ยังได้เสริมว่าถ้าหากนักลงทุนรับความเสี่ยงมากขึ้น ก็แนะนำหุ้นกลุ่มวัฏจักร เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี เนื่องจากมูลค่าหุ้นลดลงมาสะท้อนความเสี่ยงไปพอสมควรแล้ว โดยคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัว และ สงครามการค้าเริ่มคลี่คลาย

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

mm
Content Writer ที่สนใจในเรื่องของตลาดทุนทั้งในและต่างประเทศ กลุ่ม TMT (Technology, Media, Telecom) การควบรวมกิจการ (M&A) นโยบายทางเศรษฐกิจของไทยและต่างประเทศ รวมถึงสิ่งละอันพันละน้อยทางธุรกิจที่น่าสนใจ Market Tips or News contact: wattanapong at wongnai.com