WHO ถอดบทเรียนจีนรับมือโควิด-19 สู้ให้เหมือนอยู่ในภาวะสงคราม ให้ความสำคัญการกักกันโรค

Dr. Bruce Aylward ผู้มีประสบการณ์ในการต่อสู้กับเชื้อโรคกว่า 30 ปี เขาเป็นที่ปรึกษาอาวุโสผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่กำลังหาทางจัดการกับโคโรนาไวรัส และเป็นหนึ่งในทีมลีดของ WHO ก่อนหน้านี้เขาตามเรื่องโรคโปลิโอ อีโบลา และโรคอื่นๆ ตอนนี้กำลังสนใจหยุดโรคโควิด-19 ให้ได้

Dr. Aylward ร่วมภารกิจ WHO ในจีนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาบอกว่าตอนนี้ทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงที่ไวรัสแพร่ระบาดสูง ถ้าเป็นเส้นกราฟก็คือ exponential growth ที่กำลังติดเชื้อสูง เช่นในประเทศยุโรปทั้งหลาย เช่น อิตาลี ช่วงที่แพร่ระบาดสูงนี้ จะอยู่ในภาวะเช่นนี้เป็นเดือนๆ สำหรับการรับมือกับมัน ขณะที่ในแอฟริกาหรืออนุภูมิภาคอินเดียนนั้นถือว่ายังเพิ่งเริ่มต้น

ประเด็นคำถามว่าโควิด-19 จะจางหายไปเมื่อไร

Dr. Aylward ให้ความเห็นว่า เรื่องการแพร่เชื้อและการลดระดับอัตราแพร่เชื้อไวรัสนี้ เอาเข้าจริงแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ แต่ละสังคมว่าจัดการยังไง ถ้าเราตรวจทุกเคสที่ติดเชื้อ ถ้าเราแยกให้คนติดเชื้ออยู่ลำพังอย่างเร่งด่วน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้อัตราการแพร่เชื้อมีจำนวนที่ต่ำลงได้

เรื่องที่ว่า ทำไมการแพร่เชื้อหรือการทำให้โรคโควิด-19 ถูกกำจัดไปได้ มันขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ แต่ละสังคมนั้น เขาบอกว่า สิ่งแรกเลย คุณต้องมั่นใจก่อนว่า ทุกคนรู้วิธีรักษาสุขอนามัยเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือให้สะอาด สวมหน้ากาก ไม่ทักทายกันด้วยการจับมือ เมื่อไรก็ตามที่คุณพบกลุ่มคนผู้แพร่เชื้อ สิ่งที่ต้องทำให้เร็วที่สุดคือ ปิดโรงเรียน ปิดโรงหนัง ปิดร้านอาหาร

แต่ถ้าใช้มาตรการปิดเมืองโดยไม่ค้นหาผู้ติดเชื้อ เมื่อไรก็ตามที่หยุดใช้มาตรการนี้ มันก็จะกลับเข้าสู่ภาวะเดิม คือมีการแพร่ระบาดของเชื้อเหมือนเดิม

ประเด็นเรื่องอิตาลี ทำไมจึงมีอัตราการเสียชีวิตสูง

(ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อ 152,271 ราย เสียชีวิต 19,468 ราย รักษาหาย 32,534 ราย) Dr. Aylward กล่าวว่า สาเหตุที่อิตาลี มีอัตราการเสียชีวิตสูง เพราะอิตาลีมีผู้สูงวัยอยู่ในประเทศมาก มากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากญี่ปุ่น

แต่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับตอนนี้ที่เชื้อไวรัสกำลังแพร่กระจายในตะวันตกก็คือ 10% ของคนป่วยในอิตาลี มีอายุระหว่าง 20-30-40 ปี เป็นคนวัยหนุ่มสาว เป็นคนสุขภาพดีที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ตอนนี้ประเด็นที่คนหนุ่มสาวและคนสุขภาพดีสามารถป่วยหนักจนกระทั่งเสียชีวิตได้ ยังเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถวิเคราะห์ได้ชัดเจน

สำหรับข้อความที่เขาอยากจะสื่อถึงคนหนุ่มสาวก็คือ อย่าประเมินเรื่องโควิด-19 ต่ำเกินไป ยังมีหลายเรื่องที่เราไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับมัน สิ่งที่เรารู้คือมันคร่าชีวิตคนหนุ่มสาวได้ มันทำให้คนหนุ่มสาวป่วยได้ในจำนวนมากด้วย สิ่งที่ต้องทำคือ รักษาตัวให้ดี

ประเด็นที่หลายประเทศต้องทำต่อหลังจากปิดประเทศ

ตรวจโรคผู้ที่คาดว่าจะติดเชื้อ ไม่ต้องตรวจทุกคน ให้ตรวจผู้ที่คาดว่าจะติดเชื้อก็พอ การกักกันโรคที่ได้ผล คือกักกันคนที่ติดเชื้อ

ส่วนเรื่องที่ว่า ไวรัสโควิด-19 มันจะสิ้นสุดลงเมื่อไรนั้น Dr. Aylward กล่าวว่า ถ้ามันจบลงได้ก็ถือเป็นชัยชนะของมวลมนุษยชาติ คำถามที่สำคัญตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องว่ามันจะสิ้นสุดลงเมื่อไร แต่เราจะจัดการกับไวรัสให้เร็วที่สุดได้อย่างไรต่างหาก เรากำลังทำงานแข่งกับไวรัส เรากำลังผลิตวัคซีนสู้กับมันอยู่ ซึ่งมันต้องอาศัยความร่วมมือจากคนป่วยเพื่อที่จะให้อัตราแพร่เชื้อชะลอลงและสามารถจัดการมันได้

บทเรียนจากการเยือนจีนในช่วงโควิด-19 ระบาดระยะเริ่มต้น

Dr. Aylward และทีม WHO เยือนจีนตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่กำลังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหนัก ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อใหม่ในจีนลดลงอย่างมากเป็น 200 รายต่อวัน ขณะที่ช่วงติดเชื้อหนักก่อนหน้านี้ มีผู้ติดเชื้อ 3,000 รายต่อวัน ซึ่ง WHO คาดว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากที่จีนเริ่มเปิดประเทศให้กลับสู่ภาวะปกติ

ส่วนเรื่องตัวเลขผู้ติดเชื้อในจีนที่กำลังเป็นที่ติดใจ สงสัยนั้น เขาบอกว่ามันมีการตรวจโรคจริง เขาเข้าใจว่าทำไมจึงเกิดข้อสงสัยขึ้น แต่ตัวเลขที่ติดเชื้อนี้มันต่างกับช่วง 3 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น ที่มันเป็นช่วงพีคของโรคระบาดที่กำลังติดเชื้ออย่างหนัก ซึ่งช่วงที่ WHO ออกมาจากจีนนั้นมีการตรวจอยู่ที่ 13,000 รายต่อวัน แต่ช่วงที่พีคมีการตรวจอยู่ที่ 46,000 รายต่อวัน

อัตราการแพร่เชื้อนั้น เขาพบว่า ส่วนใหญ่แพร่เชื้อกันในครอบครัวสูงมากถึง 75-80% น้อยมากที่จะมีการแพร่เชื้อในโรงพยาบาล ในร้านอาหาร หรือแม้แต่ในที่คุมขัง แต่การแพร่เชื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นในครอบครัว และ 5-15% ส่วนใหญ่เกิดจากผู้คนที่ใกล้ชิด ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือกักกันตัวคุณเองออกจากญาติของคุณเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และค้นหาคนที่ติดต่อกับคุณในช่วง 48 ชั่วโมงก่อนหน้า

ความแตกต่างระหว่างอาการหนัก v.s. ไม่ค่อยมีอาการ และสถานที่กักกันโรค v.s. โรงพยาบาล

สิ่งแรกที่ต้องทำหลังตรวจพบว่าติดเชื้อเป็นผลบวก ในอู่ฮั่น จะมีการแยกผู้ป่วยไว้ที่โรงพยาบาล ซึ่งถ้ามีอาการไม่มากนัก จะถูกส่งตัวไปสถานกักกัน ซึ่งก็มีทั้งอาคารยิมเนเซียม มีทั้งสเตเดียม มีเตียง 1,000 เตียง แต่ถ้ามีอาการหนัก จะถูกส่งเข้าโรงพยาบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนป่วยอายุ 65 ปีขึ้นไป

ส่วนผู้ที่มีอาการไม่หนักมาก ก็คือผู้ที่ตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 เป็นบวก มีไข้ มีอาการไอ มีอาการปอดบวม แต่ไม่ต้องการออกซิเจน

ขณะที่ผู้มีอาการหนัก คือ ผู้ที่ต้องการออกซิเจน หรือผู้ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นผู้ที่มีระบบการหายใจล้มเหลว มีอวัยวะหลายส่วนล้มเหลว

WUHAN, CHINA – FEBRUARY 04: (CHINA OUT)The view of the Wuhan International Conference and Exhibition Center on February 4th.2020 in Wuhan.Hubei Province,China.Wuhan epidemic prevention headquarters started converting three existing venues, including a gymnasium and an exhibition center, into hospitals to receive patients infected with the novel coronavirus (2019-nCoV), the headquarters for the epidemic control said late Monday. (Photo by Getty Images)

การให้ความดูแลผู้ป่วยของจีนในสายตา Dr. Aylward

Dr.Aylward กล่าวว่า จีนมีความพยายามรักษาชีวิตของประชาชน โรงพยาบาลอาจจะดูดีกว่าในสวิตเซอร์แลนด์ที่เขาเคยเห็นมาด้วยซ้ำ รัฐบาลจ่ายค่ารักษาให้ ค่าตรวจโรคฟรี และถ้าหากว่าคุณติดเชื้อโควิด-19 ในขณะที่ประกันชีวิตหมดอายุพอดี รัฐก็จะจัดการให้ในเรื่องนี้ ขณะที่ในสหรัฐฯ นั้น ถ้าไปหาหมอ ต้องมีค่ารักษาราว 100 เหรียญ หรือประมาณ 3,000 กว่าบาท และถ้าการรักษาจบที่ห้อง I.C.U คนป่วยจะต้องเสียเงินเท่าไร รัฐบาลสหรัฐฯ จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องนี้จริงจัง

ส่วนเรื่องที่จีนเป็นเผด็จการจึงสั่งประชาชนได้นั้น Dr. Aylward กล่าวว่า เรื่องที่จีนตอบสนองรวดเร็ว ขณะที่สหรัฐอเมริกาอาจจะทำไม่ได้นั้น เขาบอกว่า มันเป็นเรื่องการปรับแนวคิด อเมริกาต้องปรับแนวคิดให้ตอบสนองสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

เรื่องที่รัฐบาลเป็นเผด็จการจนทำให้ประชาชนหวาดกลัวนั้น เขาบอกว่า เขาได้พูดคุยกับผู้คนมากมายนอกระบบนี้ เขาเห็นว่าพวกเขารับมือกับไวรัสเหมือนตัวเองอยู่ในภาวะสงคราม พวกเขากลัวไวรัส พวกเขามองว่าตัวเองว่าเป็นด่านหน้าที่ต้องรับมือกับเรื่องนี้

ที่มา – TIME, The New York Timews

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา