โอ้กระจู๋ (OKJ) ร้านอาหารที่ได้ฉายาว่าเป็น The King of Organic Salad ของไทย หนึ่งในบริษัทลูกรักของนักลงทุนหลายๆ คน ดูได้จากราคาหุ้น ณ วัน IPO ที่ปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุดถึง 17 บาท คิดเป็นผลตอบแทนกว่า 153%
แต่แล้วจากฝันดีๆ ก็กลายมาเป็นฝันร้าย เพราะช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ราคาหุ้นของโอ้กระจู๋ดิ่งติดฟลอร์ในวันประกาศงบ
เพราะแม้ว่ารายได้ของโอ้กะจู๋จะเติบโตถึง 44% แต่กำไรในไตรมาส 4 ปี 2567 กลับเติบโตเพียง 6.7% ซึ่ง ‘ต่ำกว่า’ ที่นักลงทุนคาดหวังไปมาก
– ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงจาก 15.60 บาท มาอยู่ที่ 11.00 บาท ปรับตัวลดลงกว่า 29.49%
– หลังจากนั้น ไหลลงต่อเนื่องจนแตะ 9.35 บาทในช่วงวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์
– และปรับตัวลงไปต่อจนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ร่วงลงจนเหลือแค่ 8.90 บาท ก่อนจะปรับตัวขึ้นมาเล็กน้อยมาเคลื่อนไหวบริเวณ 9.05 บาท ในช่วงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
Brand Inside ชวนย้อนดูกันว่า ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นของโอ้กะจู๋โดดเด่นยังไง ทำไมนักลงทุนถึงคาดหวังกับรายได้-กำไรของโอ้กะจู๋มากๆ
ราคาหุ้นดิ่งแรง หลังกำไรโตต่ำคาด
ถ้าย้อนหลับไป โอ้กะจู๋ หรือ OKJ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยราคา IPO 6.7 บาท เมื่อตุลาคมปี 2567 ที่ PE 24.13 เท่า
แต่หลังจากที่เข้าตลาดฯ ราคาก็ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 17 บาทต่อหุ้น ในช่วงปลายปี 2567 ซึ่งคิดเป็น PE ราว 41 เท่า (คิดจากกำไรปี 2567) จนบริษัทมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท
ด้วยตัวเลขการเติบโต สะท้อนความนักลงทุนมีระดับความคาดหวังต่อโอ้กะจู๋สูงว่าบริษัทจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระดับ 30% ถึง 40%
และถ้าลองวิเคราะ์กันต่อ หากเทียบ โอ้กะจู๋ กับหุ้นร้านอาหารในลักษณะเดียวกัน
– OKJ มี PE 41 เท่า
– MAGURO มี PE 30 เท่า
– AU (After You) มี PE 25-30 เท่า
การที่ OKJ มี PE ระดับ 41 เท่า ถือว่าสูงมาก หรือถ้าอาจเทียบเคียงกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ก็จะเทียบได้กับ
– Amazon มี PE 41 เท่า
– NVIDIA มี PE 54 เท่า
– Netflix มี PE 53 เท่า
แต่ในปัจจุบันราคาหุ้นของ OKJ ตกลงมาที่ราคา 9.05 และ PE 27.33 เท่า
นอกจากนั้น ยังประกอบกับสภาพการณ์ของตลาดหุ้นไทยที่ไม่สดใสอยู่แล้ว ทำให้ราคาหุ้นของ OKJ ไม่เหลือพื้นที่ไว้เผื่อให้ความผิดพลาดถึงได้ถูกเทขายลงมาอย่างหนัก จนราคาแตะ 9.35 บาท (14 กุมภาพันธ์) ที่ระดับ PE 28 เท่า ก่อนจะปรับตัวลงมาต่อเนื่องจนแตะ 9.05 บาท (26 กุมภาพันธ์) ที่ระดับ PE 27.33 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดฯ มองว่าเหมาะสม
ซึ่งผลทั้งหมดก็มาจากการที่นักลงทุนมองว่า แม้รายได้ของ OKJ เต็มปี 2567 จะเติบโตจากปีก่อนหน้าถึง 41% แตะ 2,421 ล้านบาท และกำไรพุ่งแตะ 202 ล้านบาทเติบโต 43%
แต่หากพิจารณาเจาะจงลงไปที่ไตรมาส 4 ของปี 2567 จะเห็นว่า
– กำไรเติบโตเพียง 6.7% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ เป็นผลมาจากต้นทุนวัตถุดิบสูง
– ค่าใช้จ่ายในการบริหารสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ 37% ตามสาขาใหม่ที่เปิดเพิ่มขึ้น
– ค่าใช้จ่ายในการเปิดตัว Brand Admirer อย่างชมพู่-อารยา สำหรับเมนูใหม่ของ Oh! Juice
หลังจากนั้น OKJ ถึงขั้นออกรายงานคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (MD&A) ฉบับใหม่ เพื่ออธิบายเหตุผลที่เกี่ยวกับกำไรไตรมาส 4 โดย OKJ ระบุว่า กำไรของไตรมาส 4 นั้นได้รับผลกระทบจากรายการพิเศษครั้งเดียว
รายการพิเศษครั้งเดียวนั้น เป็น ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติทางธรรมชาติค่าใช้จ่าย ด้านการตลาดสําหรับ Brand Admirer, ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสําหรับการเปิดร้านใหม่ และ ค่าใช้จ่ายการเสนอขายหุ้นครั้งแรกของ บริษัทฯ รวมจํานวน 21.5 ล้านบาท
โดยระบุว่า ถ้าไม่รวมรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว บริษัทจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 223.2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 58.7%
รวมถึงยังได้อธิบายว่า สาเหตุที่ทำให้รายได้จากสาขาเดิมลดลง 1.1% มาจากสถานการณ์น้ำท่วมและฝนในภาคเหนือ กรุงเทพ และปริมณฑล ทำให้ลูกค้า Dine-in ลดลง
นอกจากนั้น สาขาเชียงใหม่ยังได้รับผลกระทบจากฝุ่นและควัน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ขณะที่คนไทยเลือกออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากกว่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่คนไทยเลือกไปเที่ยวในไตรมาส 3 มากกว่า เพราะจีนยกเว้นวีซ่าให้
Oh! Juice ความหวังของ OKJ แต่มีประเด็นในโซเชียล
อีกความหวังของ OKJ คือ ‘Oh! Juice’ แบรนด์น้ำผลไม้ปั่นดาวเด่นที่ OKJ ตั้งใจปลุกปั้น สาเหตุเพราะโมเดลธุรกิจมีอัตรากำไรที่ดีงามต่อบริษัท และหากประสบความสำเร็จจะสามารถขยายได้อย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ
โดยนี่แหละที่เป็นที่มาของค่าการตลาดจากการจ้าง Brand admirer อย่างชมพู่-อารยา มาโปรโมทแบรนด์ที่ส่งผลกระทบต่อกำไรของ OKJ ในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา
นอกจากประเด็นค่าจ้าง Brand admirer แล้ว ‘Oh! Juice’ ที่ฮิตมากในช่วงแรกขนาดที่ต้องต่อแถวซื้อก็ดูเหมือนกระแสเริ่มจางๆ ไป เพราะตอนนี้ไม่ต้องต่อแถวก็สามารถซื้อทานได้แล้ว
ความเสี่ยงของ ‘Oh! Juice’ คือ แบรนด์มีโมเดลและกลยุทธ์การขายคล้าย Erewhon แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพชื่อดังในสหรัฐฯ เน้นการขายวัตถุดิบพรีเมียม รูปลักษณ์สวยงาม นำไปสู่ภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดูพรีเมี่ยมไปด้วย
แต่สิ่งนี้ก็ทำให้ ‘Oh! Juice’ ถูกวิพากวิจารณ์เรื่องราคาอย่างหนัก โดยเฉพาะหลังทำการตลาดออนไลน์โปรโมทเมนูลับ Angel’s Secret ที่มีราคาถึงแก้วละ 465 บาท ชาวเน็ตบางส่วนมองว่าราคาแพงเกินไป ไม่คุ้มค่า ใส่วัตถุดิบไปปั่นแล้วยังคงเหลือในถังปั่นอยู่จำนวนมาก
จริงๆ แล้วคู่แข่งของ Oh! Juice ที่พอจะเทียบเคียงกันได้ก็มี Boost ที่จริงๆ แล้วน้ำปั่นมาตรฐานก็มีราคาราว 85-125 บาทเท่าๆ กัน แต่เพราะเมนู Signature มักจะมีราคา 180 ขึ้นไปจึงทำให้หลายคนมองว่าราคา Oh! Juice แพงเกินไป
แบรนด์จึงลุยทำกลยุทธ์ลดราคาแก้วที่ 2 ราคา 50% และโปรโมชันลดราคา 40% เมื่อซื้อผ่านแอปพลิเคชันส่งอาหาร เพื่อดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพื่อให้ได้ลองชิมก่อน และนำไปสู่การซื้อซ้ำในรอบต่อๆไป
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหลังจาก Oh! Juice เปิดตัวไปได้เพียง 10 เดือน ก็มีจำนวนสาขามากถึง 15 ร้านเป็นที่เรียบร้อย ด้วยรายได้ปิดปี 2567 กว่า 127 ล้านบาท ที่ต้องมาติดตามกันต่อ ว่าจะเป็นกระแสในโซเชียลเพียงชั่วคราว หรือ จะสามารถรักษาระดับให้เติบโตให้ต่อเนื่องไปได้หรือไม่
โดยรอบ Angel’s Secret ไม่ใช่กระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียลแรกที่ OKJ ได้เจอ เพราะแม้จะได้รับความนิยมจากนักลงทุน แต่ในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในแพลตฟอร์ม X นั้น OKJ ก็เจอกับกระแสลบหนักๆ หลายรอบ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปนเปื้อนในอาหารไปจนถึงเรื่องราคานั่นเอง
ปิดทะเบียนผู้ถือหุ้นรอบกุมภาพันธ์ 2568 รายใหญ่เข้าเก็บหุ้น
แม้ภาพการดำเนินงานของ OKJ จะติดขัดไปบ้าง จนทำให้ราคาปรับตัวลงมาอย่างรุนแรง ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นวิกฤติสำหรับนักลงทุนที่เข้าซื้อหุ้นในช่วงราคาที่สูง แต่กลับกลายเป็นโอกาสในมุมมองของเซียนหุ้นรายใหญ่ให้มีโอกาสได้เข้ามาเก็บหุ้น OKJ
โดยในรอบปิดสมุดผู้ถือหุ้น เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ได้มีนักลงทุนรายใหญ่เข้ามาถือหุ้น OKJ ดังนี้
- ผู้ถือหุ้นอันดับ 8 น.พ.พงษ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี 13,258,500 หุ้น เป็นสัดส่วน 2.18% คิดเป็นมูลค่าราว 119 ล้านบาท (ตามราคาหุ้น ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์)
- ผู้ถือหุ้นอันดับ 12 ชาย มโนภาส 5,580,000 หุ้น เป็นสัดส่วน 0.92% คิดเป็นมูลค่าราว 50 ล้านบาท (ตามราคาหุ้น ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์)
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า การเข้าลงทุนรอบนี้ของนักลงทุนรายใหญ่จะเป็นสัญญาณว่า หุ้น OKJ น่าเข้าซื้อตามแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรศึกษาและพิจารณาความเสี่ยงก่อนลงทุนเสมอ แต่การเข้าเก็บหุ้นของเซียนหุ้นครั้งนี้ก็อาจสะท้อนว่ายังไงหุ้น OKJ ก็ยังน่าสนใจสำหรับใครหลายๆ คน
และก็น่าติดตามต่อว่า ก้าวต่อไปของ The King of Organic Salad ของไทยจะเป็นยังไงต่อ เมื่อต้องสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ไปพร้อมๆ กับการรับมือความคาดหวังสูงของนักลงทุน
- เกิดอะไรขึ้นกับสนามบินแห่งชาติ สรุปประเด็น AOT กับ King Power
- [วิเคราะห์] สุกี้ MK จะยื้อเป็นเบอร์ 1 ในตลาดได้นานแค่ไหน เมื่อคู่แข่งตัวใหญ่ขึ้นทุกวัน
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา