สหรัฐออกคำสั่งห้ามใช้อุปกรณ์โทรคมนาคมที่เป็นภัยความมั่นคง “หัวเว่ย” ชี้สหรัฐจะล้าหลังทันที

สหรัฐได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้บริษัทในสหรัฐใช้อุปกรณ์โทรคมนาคมที่เป็นภัยความมั่นคง เรื่องนี้ทำให้เกิดผลกระทบกับ Huawei ทันที

ภาพจาก Shutterstock

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามคำสั่งบริหาร ห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ใช้อุปกรณ์โทรคมนาคมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง เพื่อที่จะปกป้องระบบอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีสารสนเทศของสหรัฐจากการคุกคามของเทคโนโลยีต่างชาติ และเรื่องที่เกิดขึ้นได้สร้างแรงปะทุให้กับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนเพิ่มขึ้นไปอีก หลังจากที่ต่างฝ่ายได้ขึ้นภาษีซึ่งกันและกันไปแล้ว

แม้ประกาศนี้จะไม่ได้กล่าวถึงบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ทุกฝ่ายคาดว่าการที่สหรัฐฯ ออกประกาศนี้มาเพื่อที่จะขวางบริษัทผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมยักษ์ใหญ่อย่าง Huawei รวมไปถึง ZTE ของจีน ไม่ให้เติบโตไปมากกว่านี้ โดยก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้ขอร้องให้ประเทศพันธมิตรเลิกใช้อุปกรณ์โทรคมนาคมจาก Huawei มาแล้ว รวมไปถึงการขู่ประเทศอื่นๆ ว่าถ้าหากยังใช้อุปกรณ์จาก Huawei อยู่ สหรัฐฯ อาจทบทวนเรื่องของความมั่นคงกับประเทศนั้นๆ

หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศคำสั่งนี้ออกมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้นำรายชื่อของ Huawei และบริษัทที่เกี่ยวข้อง เข้าไปอยู่ในบัญชีดำ ห้ามบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ ทำธุรกิจหรือใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ทุกชนิดโดยเด็ดขาด คาดว่าคำสั่งนี้จะมีผลบังคับใช้ภายใน 150 วัน

วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้กล่าวว่า “มีการพิจารณาในเรื่องนี้มานานถึง 1 ปีแล้ว” โดยก่อนหน้านี้มีข่าวที่ว่าอุปกรณ์ของ Huawei อาจเป็นจุดอ่อนที่ทำให้จีนสามารถใช้เป็นเครื่องมือสอดแนมได้ รวมไปถึงการพบช่องโหว่ในอุปกรณ์โทรคมนาคมของ Huawei ที่ประเทศอิตาลี ในเครือข่ายของ Vodafone

นอกจากนี้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Huawei ได้ประกาศว่าพร้อมเซ็นสัญญากับรัฐบาลประเทศต่างๆ เช่น รัฐบาลอังกฤษ ฯลฯ ว่าอุปกรณ์ของ Huawei ไม่สามารถที่จะสอดแนมได้ เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาลประเทศต่างๆ ด้วย

ล่าสุดทางด้าน Huawei ได้ออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า การที่สหรัฐฯ ห้ามไม่ให้ Huawei ทำธุรกิจในสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ทำให้ความปลอดภัยทางไซเบอร์ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังทำให้การพัฒนา 5G ของสหรัฐฯ มีราคาแพงมากขึ้น ทำให้สหรัฐฯ ล้าหลังจากประเทศอื่น

ที่มาReuters, CNN, CNBC, BBC [1], [2]

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา