ปัญหาของบริษัทไอทีตะวันตก อวยจีนมากแค่ไหนก็ยังเข้าตลาดจีนไม่ได้

เราคงเห็นข่าว Mark Zuckerberg หัดพูดภาษาจีนจนคล่องแคล่ว ในช่วงหลายปีมานี้ เขาบินไปเมืองจีนหลายครั้ง เข้าพบผู้นำระดับสูงทั้งฝั่งรัฐบาลและเอกชน รวมถึงไปพูดในงานสัมมนาของมหาวิทยาลัยจีน และวิ่งรอบจัตุรัสเทียนอันเหมิน แถมถ่ายรูปมาโชว์ต่อชาวโลกด้วย

เมื่อครั้งที่ Lu Wei นักการเมืองระดับสูงของรัฐบาลจีน ที่ดูแลด้านอินเทอร์เน็ตและสารสนเทศ เดินทางไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของ Facebook ที่แคลิฟอร์เนีย ว่ากันว่าบนโต๊ะของ Mark Zuckerberg มีหนังสือ The Governance of China ที่เขียนโดยประธานาธิบดี Xi Jinping วางไว้ให้เห็นอยู่ด้วย

ในแง่ของความเป็นดาราเซเล็บระดับโลก ต้องบอกว่า Zuckerberg สอบผ่านและได้ใจคนจีนไปเต็มๆ แต่ในแง่ของธุรกิจ ทุ่มเททำมาซะขนาดนี้แล้ว Facebook ก็ยังถูกบล็อคไม่ให้ใช้งานในประเทศจีนต่อไปเช่นเดิม

ภาพจาก Facebook Mark Zuckerberg

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับ Facebook แต่เพียงรายเดียว แต่เป็นปัญหาร่วมกันของบริษัทไอทีจากโลกตะวันตก ที่ไม่สามารถบุกเข้าไปทำธุรกิจในจีนได้เลย ด้วยนโยบายการเซ็นเซอร์เนื้อหาของรัฐบาลจีน เงื่อนไขของจีนนั้นชัดเจนมาตั้งแต่แรก ถ้าอยากเข้าไปในจีนก็ต้องแลกกับการเซ็นเซอร์และยอมให้ข้อมูลกับรัฐบาล

กูเกิล ถือเป็นกรณีแรกๆ ของบริษัทอินเทอร์เน็ตสหรัฐที่ถูกแบนในประเทศจีน ส่วนบริษัทไอทียักษ์ใหญ่อื่นๆ ก็ไม่ได้ต่างกันนัก ทวิตเตอร์ก็ถูกบล็อคในจีน ไมโครซอฟท์ไม่ใช่ผู้เล่นรายสำคัญในจีน

นโยบายกีดกันบริษัทไอทีต่างชาติของจีนมีมานานจนส่งผลให้บริษัทอินเทอร์เน็ตจีนเติบใหญ่ และกลายเป็นกำแพงอีกชั้นที่บริษัทจากโลกตะวันตกเจาะไม่เข้า ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Alibaba ที่ไม่สะทกสะท้านต่อ Amazon.com, โลกของเว็บจีนกลายเป็นของ Baidu/Tencent หรือแม้แต่แอปเปิลที่เน้นขายฮาร์ดแวร์เป็นหลัก ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการเซ็นเซอร์เนื้อหาเท่ากับ Facebook/Google ก็ยังต้องเผชิญกับบริษัทมือถือจีนที่ทำสินค้าได้ราคาถูกกว่ามาก

มีตัวอย่างบริษัทตะวันตกเพียงไม่กี่รายที่พอจะเข้าไปในตลาดจีนได้ เช่น LinkedIn และ Evernote แต่ก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมากนัก

อย่างไรก็ตาม บริษัทไอทีตะวันตกก็ยังไม่ละความพยายามที่จะเข้าสู่ตลาดจีนให้ได้ Tim Sparapani อดีตผู้บริหารของ Facebook เล่าว่าจีนเป็นประเทศที่ Mark Zuckerberg ตั้งใจพิชิตให้ได้ ตามวิสัยทัศน์ของเขาที่ต้องการเชื่อมต่อทุกคนบนโลก

ข้อมูลจาก Washington Post

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา